Sections 
Font size

 

 

น้ำมันปลากับคนท้อง...ทานได้ไหม ดีจริงหรือ ช่วยลูกฉลาดขึ้นหรือไม่ ?

IMAGE SOURCE : 123RF
IMAGE SOURCE : 123RF
Font size

 

 

Sections 

น้ำมันปลา

น้ำมันปลา (Fish Oil) มีกรดไขมันอยู่หลายชนิด แต่กรดไขมันที่สำคัญมากที่สุด คือ กรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ที่ประกอบไปด้วย EPA และ DHA ซึ่งเป็นกรดไขมันที่จำเป็นต่อร่างกาย มีประโยชน์ต่อระบบหลอดเลือดหัวใจ บำรุงสมองและสายตา แต่ร่างกายจำเป็นต้องได้รับจากอาหารเท่านั้น เพราะร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นมาเองได้ โดยเฉพาะอาหารจำพวกปลาทะเลน้ำลึก (รวมไปถึงอาหารเสริมน้ำมันปลาที่สกัดมาจากปลาทะเลน้ำลึกเช่นกัน) เพราะมีกรดไขมันจำเป็นในปริมาณที่สูงและมีไขมันประเภทคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ในปริมาณต่ำ

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้คนท้องหรือคุณแม่ตั้งครรภ์หลาย ๆ คนนิยมรับประทานน้ำมันปลาเพื่อบำรุงครรภ์ ด้วยเหตุผลที่ว่ามีโอเมก้า 3 สูง แต่น้ำมันปลาจะดีกับคุณแม่ตั้งครรภ์จริงหรือ ? บทความนี้มีคำตอบครับ

คนท้องทานน้ำมันปลาได้ไหม ?

คนท้องหรือหญิงตั้งครรภ์สามารถรับประทานน้ำมันปลาได้อย่างปลอดภัย หากคุณรับประทานอย่างถูกต้อง ทานในปริมาณที่เหมาะสม และอยู่ภายใต้การแนะนำของแพทย์ เพราะน้ำมันปลามีกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์ต่อทั้งตัวคุณแม่เอง และอาจมีประโยชน์ต่อพัฒนาการทางสมอง สายตา และเสริมภูมิคุ้มกันของลูกน้อยด้วย

แม้ก่อนหน้านี้จะมีคำแนะนำตามมาตรฐานเดิม (เพื่อความปลอดภัย) ว่า “ไม่ควรรับประทานน้ำมันปลาในช่วง 3 เดือนแรก เพราะอาจมีผลต่อการฝังของตัวอ่อน และควรหยุดทานก่อนคลอดอย่างน้อย 4 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้เกิดภาวะตกเลือดหลังคลอด หรือทำให้เป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ เช่น การต้องคลอดก่อนกำหนด (เพราะความแข็งแรงของเด็กขึ้นอยู่กับอายุครรภ์)” แต่ในปัจจุบันก็มีหลายงานวิจัยที่ระบุว่า “ไม่พบว่าการรับประทานน้ำมันปลานั้นส่งผลเสียต่อการตั้งครรภ์” หากเรารับประทานอย่างถูกวิธีและในปริมาณที่เหมาะสม

น้ำมันปลาดีต่อคนท้องจริงหรือ ?

ดีครับ เพราะในน้ำมันปลามีกรดไขมันกลุ่มโอเมก้า 3 ที่มีประโยชน์ต่อคุณแม่ในเรื่องของการช่วยลดระดับไขมันในเลือดชนิดไตรกลีเซอไรด์, ลดความดันโลหิต, ช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางระบบหลอดเลือดและหัวใจ, มีคุณสมบัติต้านการอักเสบต่าง ๆ, สร้างภูมิต้านทานของร่างกาย ฯลฯ โดยเฉพาะ DHA ที่เป็นส่วนประกอบของเซลล์สมอง ประสาท และจอประสาทตา​ หากทารกได้รับอย่างเพียงพอก็จะส่งผลให้มีพัฒนาการทางสมองและสายตาที่สมบูรณ์เหมือนทารกที่เกิดจากคุณแม่ที่มีสุขภาพแข็งแรงและรับประทานอาหารได้ครบหมู่อย่างสมดุล โดยเฉพาะคุณอาหารประเภทเนื้อปลาที่รับประทานได้เป็นประจำทุกวัน

น้ำมันปลาทำให้ลูกฉลาดขึ้นจริงหรือ ?

หลายงานวิจัยชิ้นก่อน ๆ ระบุว่า น้ำมันปลาหรืออาหารเสริมที่มี DHA อาจช่วยพัฒนาการเรียนรู้ของทารกได้ แต่ก็มีงานวิจัยอีกชิ้นที่ได้รับการตีพิมพ์เมื่อไม่นานมานี้ในวารสารของสมาคมแพทย์สหรัฐว่า น้ำมันปลา หรือ DHA ไม่ได้มีคุณสมบัติดังกล่าว กล่าวคือ “น้ำมันปลาไม่ได้ทำให้เด็กในครรภ์ฉลาดขึ้น แต่มันก็ไม่ได้เป็นอันตรายหรือส่งผลเสียถ้าคุณแม่จะเสริม DHA ด้วยการรับประทานน้ำมันปลาในรูปแบบของอาหารเสริม โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณแม่รับประทานอาหารได้ไม่ครบหมู่ ขาดการบริโภคปลาเป็นประจำ หรือมีสุขภาพไม่แข็งแรง หรือคุณแม่ที่รับประทานปลาได้น้อยเพราะเบื่อปลา แพ้ เหม็น หรือมีอาการคลื่นไส้ ซึ่งการรับประทานน้ำมันปลาก็ยังมีประโยชน์มากกว่าการไม่รับประทานอยู่ดี

คนท้องทานน้ำมันปลาได้ไหม
IMAGE SOURCE : 123RF

ประโยชน์ของน้ำมันปลาต่อคนท้อง

  1. สำหรับทารกแรกเกิด DHA ในน้ำมันปลาอาจช่วยพัฒนาสมองในระบบประสาทส่วนกลางและพัฒนาเซลล์เนื้อเยื่อดวงตาซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาการมองเห็นของเด็ก โดยเฉพาะพัฒนาการทางสมองของเด็กในช่วงที่อยู่ในครรภ์ไตรมาสสุดท้ายและในช่วงเดือนแรก ๆ หลังการคลอด เนื่องจาก DHA เป็นองค์ประกอบของเซลล์สมอง จอประสาทตา หากทารกได้รับอย่างเพียงพอก็จะส่งผลให้มีพัฒนาการทางสมองและสายตาที่สมบูรณ์ขึ้น
  2. งานวิจัยของมหาวิทยาลัยแห่งออสเตรเลียตะวันตก (The University of Western Australia) พบว่า การเสริมน้ำมันปลาอาจนำไปสู่การทำให้การประสานกันของตาและมือที่ดีขึ้น (ทดสอบในเด็ก 72 คน โดยเปรียบเทียบมารดาที่ได้รับน้ำมันปลาในปริมาณมากในระหว่างการตั้งครรภ์กับกลุ่มควบคุมที่ได้รับน้ำมันมะกอก) การรับประทานน้ำมันปลาในระหว่างการตั้งครรภ์สามารถช่วยเสริมภูมิต้านทานของร่างกายให้คุณแม่ได้ และยังช่วยเสริมภูมิคุ้มกันให้ทารกด้วยเช่นกัน โดยอาจมีผลช่วยทำให้ทารกไม่ค่อยเป็นหวัดในช่วงเดือนแรก ๆ หลังการคลอด เพราะจากการศึกษาวิจัยของคณะนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเอมโมรี (Emory University) ที่ได้ติดตามหญิงชาวแม็กซิกันจำนวน 851 คน (ผู้หญิงครึ่งหนึ่งทาน DHA วันละ 400 มิลลิกรัม กับอีกครึ่งหนึ่งที่ได้รับยาหลอก) ตั้งแต่ช่วงระหว่างเดือนที่ 4-6 ของการตั้งครรภ์ต่อเนื่องไปจนทารกมีอายุหกเดือน แล้วทำการสัมภาษณ์ถึงปัญหาสุขภาพของเด็กทารกว่ามีอาการโรคทางเดินหายใจหรือไม่ ตั้งแต่อาการไอ มีเสมหะ คัดจมูก หายใจมีเสียงฟืดฟาด หรือเป็นหวัด พบว่า “ทารกที่แม่ทาน DHA เป็นประจำจะมีอาการของโรคทางเดินหายใจน้อยกว่าเมื่อเจ็บป่วย
  3. การรับประทานน้ำมันปลาจะช่วยลดอาการอักเสบของข้อกระดูกที่คุณแม่ตั้งครรภ์มักพบเจอได้
  4. สำหรับคุณแม่หลังคลอด การรับประทานน้ำมันปลาในรูปแบบอาหารเสริมอาจช่วยลดภาวะซึมเศร้าหลังคลอดได้อย่างมีนัยสำคัญ

ข้อควรระวังของน้ำมันปลาต่อคนท้อง

แม้น้ำมันปลาในรูปแบบของอาหารเสริมจะมีประโยชน์ แต่หากรับประทานมากเกินความต้องการของร่างกายก็อาจทำให้เกิดผลเสียได้ เช่น

  • คุณแม่บางท่านที่รับประทานน้ำมันปลา อาจมีอาการคลื่นไส้อาเจียนจากการตั้งครรภ์เพิ่มขึ้นได้
  • อาจทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์บางท่าน
  • อาการข้างเคียงอื่น ๆ ที่อาจพบได้ เช่น ท้องเสีย, เรอบ่อย, มีกลิ่นตัวคล้ายกลิ่นปลา, ผื่นคันจากการแพ้ เป็นต้น หากพบอาการตามที่กล่าวมาควรหยุดรับประทานทานและไปพบแพทย์ทันที
คำแนะนำในการรับประทานน้ำมันปลาสำหรับคนท้อง
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีสุขภาพแข็งแรง รับประทานอาหารได้ครบ 5 หมู่อย่างสมดุล โดยเฉพาะคุณแม่ที่รับประทานปลาเป็นประจำ สมองและพัฒนาการต่าง ๆ ของทารกก็สามารถพัฒนาได้ โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งประโยชน์จากผลิตภัณฑ​์เสริมอาหารอย่างน้ำมันปลา
  • สำหรับแหล่งอาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง ได้แก่ ปลาแซลมอน ปลาซาร์ดีน ปลาทูน่า ปลาแมกเคอเรล ปลาแอนโชวี. ปลาคอด ปลาเฮริ่ง ฯลฯ และยังพบได้ในกุ้งทะเล ปูทะเล รวมไปถึงผักโขม ถั่วเหลือง ถั่วอัลมอลต์ ถั่วแระ ข้าวโอ๊ต วอลนัท เมล็ดฟักทอง น้ำมันคาโนลา และผลิตภัณฑ์จากนม
  • คนท้องไม่ควรรับประทาน “น้ำมันตับปลา” เนื่องจากมีปริมาณของวิตามินเอสูง ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความผิดปกติต่อทารกในครรภ์ได้ ระวังอย่าจำสับสนกันนะครับ “น้ำมันปลา (Fish Oil) กับน้ำมันตับปลา (Cod Liver Oil) ไม่ใช่อย่างเดียวกัน และไม่สามารถใช้แทนกันได้
  • คุณแม่ตั้งครรภ์ควรระมัดระวังในการเลือกรับประทานอาหารเสริมทุกชนิดรวมถึงน้ำมันปลา โดยควรปรึกษาและแจ้งให้แพทย์ทราบทุกครั้งว่าคุณแม่ทานอาหารเสริมชนิดใดบ้าง เพื่อที่แพทย์จะได้ให้คำแนะนำและกำหนดปริมาณที่เหมาะสมไม่ให้เกินต่อความต้องการของร่างกาย

วิธีทานน้ำมันปลาของคนท้อง

  • คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีอายุครรภ์ 25-35 สัปดาห์ และหญิงให้นมบุตร ควรได้รับ DHA วันละ 100-300 มิลลิกรัม ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก (WHO) หรือวันละ 1-2 แคปซูล เพื่อช่วยเสริมพัฒนาการทางสมองและสายตาของทารกและเด็ก (โดยปกติแล้วน้ำมันปลาสูตรทั่วไปเกือบทุก ๆ ยี่ห้อจะมี DHA อยู่ 120 มิลลิกรัม/แคปซูล หรือถ้าเป็นสูตรสำหรับคนท้องโดยเฉพาะก็มี DHA อยู่ที่ 125 มิลลิกรัม/แคปซูลครับ ถ้าคุณแม่ทานวันละ 2 แคปซูลก็จะได้ DHA วันละ 240-250 มิลลิกรัม)
  • แม้น้ำมันปลาจะไม่มีอันตรายต่อคนท้อง แต่เพื่อความปลอดภัย ในช่วง 12 สัปดาห์แรกที่เป็นช่วงที่ตัวอ่อนกำลังสร้างอวัยวะแนะนำให้งดการรับประทานน้ำมันปลา และให้หยุดรับประทานน้ำมันปลาในช่วงประมาณ 4 สัปดาห์ก่อนคลอดบุตร หรือหากไม่มั่นใจควรปรึกษาแพทย์
น้ำมันปลาดีต่อคนท้องจริงหรือ
IMAGE SOURCE : 123RF

น้ำมันปลาสำหรับคนท้องยี่ห้อไหนดี

น้ำมันปลายี่ห้อไหนก็ให้ผลไม่ต่างกันมากนัก เพราะสูตรและปริมาณสารสำคัญจะคล้าย ๆ กันหมด ถ้าคุณแม่รับประทานได้ในปริมาณที่แนะนำก็เป็นอันใช้ได้ แต่ถ้าจะให้ดีก็ควรเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันปลาจากบริษัทที่น่าเชื่อถือ ผลิตจากวัตถุดิบที่มีคุณภาพ ขั้นตอนการผลิตได้มาตรฐาน ขวดบรรจุภัณฑ์ออกแบบมาดี เป็นต้น

หรือถ้าคุณแม่ไม่รู้ว่าจะเลือกซื้อน้ำมันปลายี่ห้อไหนก็สามารถดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่บทความ “10 อันดับน้ำมันปลายอดนิยม & รีวิวจากการใช้จริง ! (2020)” ครับ เพราะเราได้ทำการจัดอันดับเอาไว้แล้ว โดยวัดคะแนนจากความน่าเชื่อถือของแบรนด์, ลักษณะของขวดบรรจุภัณฑ์, คุณภาพของวัตถุดิบและปริมาณสารสำคัญ, กลิ่นของน้ำมันปลา และความคุ้มค่ากับเงินที่จ่าย โดยอันดับ 1-10 นั้นมีดังนี้

  1. MEGA We care FISH OIL 1000 mg
  2. VISTRA SALMON FISH OIL 1000 mg
  3. BEWEL SALMON FISH OIL 1000 mg
  4. BLACKMORES FISH OIL 1000
  5. NUTRAKAL Salmon Oil Fish Omega 3
  6. NUTRI MASTER FISH OIL 1000 mg.
  7. HOF FISH OIL 1000 MG.
  8. Giffarine FISH OIL 1000
  9. watsons FISH OIL 1000 MG
  10. AMSEL Fish Oil 1,000 mg.

น้ำมันปลาสูตรคนท้อง

สำหรับคุณแม่ท้องที่ต้องการเสริม DHA ให้ลูกโดยเฉพาะ นอกจากน้ำมันปลาสูตรทั่วไปที่ปกติจะมี DHA 120 มิลลิกรัมแล้ว ยังมีน้ำมันปลาสูตรคนท้องด้วยครับ โดยสูตรนี้จะมีความพิเศษตรงที่มี DHA เพิ่มมากขึ้นเป็น 125 มิลลิกรัม เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของทารกในครรภ์ และลดปริมาณ EPA ที่ไม่จำเป็นสำหรับทารกให้น้อยลงอยู่ในปริมาณที่เหมาะสม สำหรับผู้ที่สนใจอยากลองรับประทานสูตรนี้ก็หาซื้อมารับประทานกันได้ครับ คาดว่าน่าจะมีหลายอยู่ยี่ห้อนะครับ หรือถ้าไม่สะดวกจะรับประทานสูตรปกติก็ได้เช่นกันครับ

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)

แสดงความคิดเห็น
เรื่องที่น่าสนใจ