Sections 
Font size

 

 

จมูกไม่ได้กลิ่น (Anosmia) / ได้กลิ่นน้อย (Hyposmia) สาเหตุ วิธีรักษา ฯลฯ

จมูกรับกลิ่นไม่ได้
Font size

 

 

Sections 
เอกสารที่ไม่สามารถใช้ได้เอกสารที่ควรปรับปรุงเอกสารที่ใช้ได้เอกสารที่ดีเอกสารที่ยอดเยี่ยม 5.00 / 5 (1 reviews)
Loading...

การรับกลิ่นผิดปกติ

อาการผิดปกติของการดมกลิ่น คือ อาการที่มีได้ตั้งแต่ จมูกได้กลิ่นน้อยลง (Hyposmia), จมูกไม่ได้กลิ่นเลย (Anosmia) และจมูกได้กลิ่นเปลี่ยนไปหรือแปลกไป (Dysosmia) เช่น ดมกลิ่นกลิ่นหอมแต่รู้สึกเหม็น เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้เป็นความผิดปกติที่สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย

การรับกลิ่นมีความสำคัญอย่างมากในการดำรงชีวิต เช่น ช่วยรับกลิ่นของอาหารที่รับประทาน เพื่อให้เกิดความพึงพอใจในรสชาติอาหาร, ช่วยเตือนภัยในการดำรงชีวิตต่าง ๆ (เช่น การรับรู้กลิ่นของก๊าซที่อาจเป็นพิษอย่างแก๊ซหุงต้มที่รั่ว กลิ่นของควันไฟในที่พักอาศัย กลิ่นของอาหารที่เน่าบูดหรืออาหารที่อาจเป็นพิษ) นอกจากนี้การรับกลิ่นยังมีความสำคัญอย่างมากกับบางอาชีพอีกด้วย เช่น คนปรุงอาหาร นักชิมไวน์ นักชิมกาแฟ นักเคมี รวมถึงแพทย์ที่ใช้การรับกลิ่นในการช่วยวินิจฉัยโรคบางโรค (เช่น กลิ่นที่เรียกว่า Fetor hepaticus ที่มักพบในผู้ป่วยที่มีการทำงานของตับล้มเหลว) เป็นต้น หากวันใดที่จมูกไม่สามารถรับกลิ่นได้หรือรับกลิ่นได้น้อยลง ผู้ป่วยก็ควรจะรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุและรับการรักษาอย่างถูกต้องต่อไป

สาเหตุของจมูกไม่ได้กลิ่น/ได้กลิ่นน้อย

จมูกไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นน้อยลงเกิดได้จากหลากหลายสาเหตุ (ซึ่งเป็นผลทำให้กลิ่นไม่สามารถเข้าไปถึงอวัยวะรับกลิ่นในจมูกได้ หรือทำให้อวัยวะรับกลิ่นไม่ทำงาน) โดยสาเหตุที่พบได้บ่อย ๆ จะมีอยู่ด้วยกัน 3 สาเหตุ คือ

  1. การบาดเจ็บที่จมูกหรือที่ประสาทรับกลิ่นจากการผ่าตัดหรือมีอุบัติเหตุที่ศีรษะ ซึ่งอาการจะสัมพันธ์กับความรุนแรงที่ได้รับ (ถ้าโดนกระแทกแรง ๆ ก็มีโอกาสที่จะผิดปกติเรื่องการรับกลิ่นได้สูงกว่าโดนกระแทกเบา ๆ) ส่วนใหญ่มักจะเกิดจากแรงกระแทกบริเวณด้านหน้าหรือด้านท้ายทอยอย่างรุนแรง ส่งผลทำให้เกิดการกระชากหรือการฉีกขาดของเส้นประสาทรับกลิ่นที่ผ่านลงมาในช่องจมูก นอกจากนี้หากมีการแตกหักของกระดูกบริเวณรอบ ๆ ประสาทรับกลิ่น ก็อาจทำให้ปลายประสาทขาดได้เช่นกัน ซึ่งผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องสลบ ก็อาจรู้สึกได้ทันทีว่าสูญเสียการรับกลิ่นอย่างฉับพลันหรือทราบภายหลังเกิดอุบัติเหตุได้ไม่นาน
  2. การติดเชื้อไวรัสจากการเป็นหวัด โดยอาจเป็นจากการเป็นหวัดที่รุนแรงหรือเป็นมานาน ทำให้เส้นประสาทรับกลิ่นถูกทำลาย ซึ่งในระหว่างที่เป็นหวัดนั้นผู้ป่วยจะไม่ได้กลิ่นและเมื่ออาการหวัดหายไปผู้ป่วยก็ยังคงไม่ได้กลิ่นอยู่เช่นเดิม หากจมูกไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นน้อยลงที่เกิดจากสาเหตุข้อ 1 และ 2 จะมีโอกาสกลับมาปกติได้เอง เพียงแค่รอเวลาครับ โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก เพราะยังไม่พบว่ามีการรักษาใดจะช่วยในการกลับมาของการรับกลิ่น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าประสาทรับกลิ่นนั้นถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใดด้วย (ถ้าเป็นมานานและเส้นประสาทรับกลิ่นถูกทำลายไปมากก้อาจทำให้จมูกไม่ได้กลิ่นถาวรได้ครับ)
  3. โพรงจมูกอุดตันจากเยื่อบุโพรงจมูกบวมหรืออักเสบเรื้อรัง (เช่น จากโรคภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ ซึ่งทำให้เยื่อบุโพรงจมูกบวม) หรือจากริดสีดวงจมูก หรือเนื้องอกของช่องจมูกและโพรงไซนัสที่ไปอุดตันบริเวณรับกลิ่น (บังเซลล์ประสาทรับกลิ่น) ทำให้อากาศที่หายใจเข้าไปเดินทางไปสู่เซลล์ประสาทรับกลิ่นที่อยู่บนเพดานของโพรงจมูกได้น้อย และผู้ป่วยกลุ่มนี้มักจะมีอาการทางจมูกอื่น ๆ ร่วมด้วย เช่น อาการคัดจมูก น้ำมูกไหล หรืออาการอื่น ๆ ของโรคนั้น ๆ ส่วนอาการไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นน้อยลงจะมีลักษณะแบบค่อยเป็นค่อยไป อาจมีบางครั้งได้กลิ่นดีและได้กลิ่นแย่ลงสลับกันไปมาขึ้นอยู่กับอาการคัดจมูก การรักษาโรคที่เป็นสาเหตุทำให้โพรงจมูกบวมหรืออุดตันจะทำให้การรับกลิ่นของผู้ป่วยดีขึ้นและหายขาดได้

นอกจากนี้ยังอาจเกิดจากสาเหตุอื่น ๆ ที่พบได้บ้าง เช่น

  • ผลข้างเคียงจากยาหรือสารเคมีบางชนิด เช่น ยาพ่นจมูก, ยาปฏิชีวนะ (เช่น Neomycin), ยาต้านการอักเสบ, ยาต้านซึมเศร้า, ยาควบคุมการเต้นของหัวใจ (เช่น Amiodarone), ยาฆ่าแมลงหรือตัวทำละลาย, น้ำหอม, สารเคมีจากโลหะแคดเมียม (Cadmium), การสูบบุหรี่มากและนาน, การสูดรับสารพิษอย่างรุนแรง, การเสพโคเคน เป็นต้น
  • การมีโรคอื่น ๆ เช่น โรคทางระบบประสาท (เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคหลอดเลือดสมอง โรคสมองอักเสบ ปลอกประสาทอักเสบ ), โรคทางพันธุกรรมบางอย่าง, โรคที่มีความผิดปกติของเมตาบอลิซึมในร่างกาย (เช่น โรคเบาหวาน ไฮโปไทรอยด์), โรคหืด, โรคพิษสุราเรื้อรัง, การขาดสารอาหารพิการแต่กำเนิด เป็นต้น
  • การได้รับการฉายรังสีเพื่อรักษามะเร็ง ซึ่งเป็นการฉายรังสีที่บริเวณโพรงจมูก ศีรษะ หรือลำคอ
  • การเสื่อมสภาพของประสาทรับกิ่ลไปตามอายุที่มากขึ้น (ผู้สูงอายุ) ซึ่งผู้สูงอายุนอกจากจะมีการมองเห็นและการได้ยินน้อยลงแล้ว การรับกลิ่นยังลดน้อยลงไปด้วย (จะเริ่มลดลงหลังจากอายุ 60 ปี)
จมูกไม่ได้กลิ่น
IMAGE SOURCE : theconversation.com

การทดสอบการรับกลิ่น

ผู้ป่วยที่มีปัญหาเรื่องการรับกลิ่น เมื่อมาพบแพทย์หู คอ จมูก นอกจากแพทย์จะทำการซักประวัติ ตรวจร่างกาย และส่องกล้องตรวจภายในโพรงจมูกและไซนัสแล้ว แพทย์จะแนะนำให้ผู้ป่วยทำการประเมินสมรรถภาพการรับกลิ่นด้วย เพื่อประเมินสมรรถภาพการสูญเสียการรับกลิ่น ซึ่งแบ่งได้เป็น 2 วิธี คือ

  1. การวัดระดับความสามารถในการดมกลิ่น (Measurement of odorant detection) จะเป็นการวัดระดับความเข้มข้นของกลิ่นที่น้อยที่สุดที่สามารถกระตุ้นเส้นประสาทรับกลิ่น (เส้นประสาทสมองคู่ที่ 1) ของผู้ป่วยได้ ซึ่งเรียกว่า “Smell detection threshold” (SDT) โดยสารที่นำมาใช้ทดสอบการรับกลิ่นที่นิยมใช้กันจะเป็นสาร Phenyl ethyl alcohol ซึ่งมีกลิ่นเหมือนกุหลาบ และกระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 1 (แต่ไม่กระตุ้นเส้นประสาทสมองคู่ที่ 5)
    • ผู้ทำการทดสอบจะเตรียมขวดที่มีสาร Phenyl ethyl alcohol ที่มีความเข้มข้นแตกต่างกัน (ตั้งแต่ต่ำสุดไปถึงสูงสุด) และมีขวดเปล่าที่ไม่มีกลิ่นอยู่หลังฉากกั้น เพื่อไม่ให้ผู้ป่วยมองเห็น จากนั้นจะให้ผู้ป่วยดมกลิ่นในขวดทีละชุด (1 ชุด จะมี 2 ขวด คือ ขวดที่มีกลิ่นและขวดที่ไม่มีกลิ่น) และบอกผู้ทำการทดสอบว่าขวดใบที่ 1 หรือใบที่ 2 มีกลิ่นแรงกว่ากัน ถ้าผู้ป่วยไม่รู้สึกว่าขวดใดมีกลิ่นแรงกว่าหรือไม่ได้กลิ่นทั้ง 2 ขวด ผู้ป่วยจะต้องเดาเลือกเอาขวดใดขวดหนึ่ง เพื่อนำไปคำนวณผลทางสถิติ แต่ถ้าผู้ป่วยตอบถูก ผู้ทำการทดสอบจะใช้สาร Phenyl ethyl alcohol ที่เจือจางลงกว่าเดิม โดยการลดขนาดของสารนี้ลงเรื่อย ๆ จนกระทั่งได้ความเข้มข้นน้อยที่สุดที่ผู้ป่วยสามารถดมกลิ่นและบอกได้ถูกว่าขวดใดมีสารดังกล่าว แต่ถ้าผู้ป่วยตอบผิดผู้ทำการทดสอบจะใส่สารดังกล่าวที่มีความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งถ้าใช้ความเข้มข้นสูงสุดแล้วผู้ป่วยยังไม่สามารถดมกลิ่นได้ จึงจะเรียกว่า “จมูกไม่ได้กลิ่น” (Anosmia)
    • ค่า SDT ที่ได้จะแปลผลได้ดังนี้ คือ
      • > -2 = จมูกไม่ได้กลิ่น (Anosmia)
      • -2 ถึง > -3.5 = จมูกรับกลิ่นได้น้อยลงมาก (Severe hyposmia)
      • -3.5 ถึง >-4.5 = จมูกรับกลิ่นได้น้อยลงปานกลาง (Moderate hyposmia)
      • -4.5 ถึง > -6.5 = จมูกรับกลิ่นได้น้อยลงเล็กน้อย (Mild hyposmia)
      • £ -6.5 = จมูกรับกลิ่นได้ปกติ (Normosmia)
  2. การวัดความสามารถในการแยกแยะและบอกว่าเป็นกลิ่นใด (Measurement of odor identification) จะเป็นการเลือกกลิ่นต่าง ๆ (เป็นกลิ่นที่ผู้ป่วยคุ้นเคยและสามารถบอกได้) มาทดสอบในรูปแบบต่าง ๆ เช่น การใส่สารให้กลิ่นในขวดแล้วให้ผู้ป่วยดม แล้วให้บอกว่าคือกลิ่นอะไร หรือการใช้ชุดทดสอบสำเร็จรูปซึ่งมีตัวเลือกให้เลือกว่าแต่ละกลิ่นเป็นกลิ่นอะไร (การทดสอบวิธีนี้จะใช้ความเข้มข้นของกลิ่นที่มากหรือแรงกว่าระดับความเข้มข้นของกลิ่นที่น้อยที่สุดที่สามารถกระตุ้นเส้นประสาทรับกลิ่นของผู้ป่วยได้ ซึ่งจะแตกต่างจากการวัดระดับความสามารถในการดมกลิ่นวิธีแรก)

การประเมินสมรรถภาพการรับกลิ่นนั้นมีเป้าหมายหลักเพื่อประเมินว่าผู้ป่วยมีความผิดปกติของการรับกลิ่นจริงหรือไม่ และเพื่อให้ทราบถึงความรุนแรงของความผิดปกติของการรับกลิ่นนั้นว่าอยู่ในระดับใด นอกจากนั้น คือ

  • เพื่อช่วยในการวินิจฉัยแยกโรคของระบบประสาทบางชนิดที่มีปัญหาเกี่ยวกับการรับกลิ่นร่วมด้วย
  • เพื่อใช้ติดตามผลการรักษาโรคที่มีความผิดปกติของการรับกลิ่นทั้งการให้ยาและการผ่าตัด
  • เพื่อให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยเพื่อให้เข้าใจถึงความผิดปกตินั้นและปรับตัวได้หากไม่สามารถรักษาได้
  • เพื่อช่วยคิดค่าตอบแทนในกรณีที่ผู้ป่วยมีความผิดปกติของการรับกลิ่นจากการทำงานหรืออุบัติเหตุ
  • เพื่อตรวจหาผู้ป่วยที่อาจแกล้งมีปัญหาเกี่ยวกับการรับกลิ่นเพื่อประโยชน์บางอย่าง

การรักษาจมูกไม่ได้กลิ่น/ได้กลิ่นน้อยลง

การรับกลิ่นเป็นเรื่องสำคัญ หากเมื่อใดเริ่มมีความผิดปกติของการดมกลิ่นเกิดขึ้น (ได้กลิ่นน้อยลงหรือไม่ได้กลิ่น) หรือมีอาการผิดปกติต่าง ๆ ร่วมด้วย เช่น คัดจมูกข้างเดียวกับข้างที่ไม่ได้กลิ่น มีเลือดกำเดา มีน้ำมูกปนเลือด และ/หรือมีอาการปวดศีรษะมาก ควรรีบไปพบแพทย์หู คอ จมูก เพื่อตรวจหาสาเหตุและรักษาไปตามสาเหตุที่ตรวจพบ (สำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคภูมิแพ้หรือไซนัสอักเสบก็ควรได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ ครับ)

  1. การรักษาที่สาเหตุ ในการรักษาจะต้องดูก่อนว่าเป็นสาเหตุที่รักษาได้หรือไม่ ด้วยการตรวจภายในโพรงจมูกและไซนัส การตรวจหาโรคหรือหาก้อนเนื้อที่อาจไปอุดบริเวณรับกลิ่น และ/หรือการตรวจด้วยการสแกนสมองซึ่งมีทั้งเอกซเรย์คอมพิวเตอร์และคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า (ในบางกรณีผู้ป่วยอาจต้องได้รับการตรวจเพิ่มเติมด้วยแพทย์ทางสมอง โดยเฉพาะในรายที่ต้องแยกโรคเกี่ยวกับเนื้องอกหรือโรคทางสมอง ซึ่งแพทย์จะส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หรือตรวจด้วยภาพจากคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า) และเมื่อแพทย์พบสาเหตุแล้วก็จะให้การรักษาไปตามสาเหตุครับ
    • ถ้ามีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัส (หวัด) หรือจากอุบัติเหตุทางศีรษะ ส่วนใหญ่จะรอเวลาเพื่อให้เส้นประสาทดีขึ้นมาเอง โดยเฉพาะในช่วง 6 เดือนแรก (เมื่อเวลาผ่านไปโอกาสการกลับมาของการรับกลิ่นจะมีมากขึ้นอย่างค่อย ๆ เป็น ๆ ค่อย ๆ ไป) เพราะยังไม่พบว่ามีการรักษาใดจะช่วยในการกลับมาของการรับกลิ่น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่าประสาทรับกลิ่นนั้นถูกทำลายไปมากน้อยเพียงใดด้วย
    • ถ้ามีสาเหตุมาจากโพรงจมูกอุดตันจากเยื่อบุโพรงจมูกบวมหรืออักเสบเรื้อรัง (เช่น จากโรคภูมิแพ้ โรคไซนัสอักเสบ) หรือจากริดสีดวงจมูก หรือจากเนื้องอกของช่องจมูกและโพรงไซนัส หากให้การรักษาที่สาเหตุก็จะทำให้การรับกลิ่นของผู้ป่วยดีขึ้นและหายขาดได้ เพราะจะทำให้หายใจได้สะดวกกลิ่นจะได้เข้าไปในโพรงจมูกได้ ซึ่งการรักษาส่วนใหญ่จะเป็นการใช้ยาและการผ่าตัด ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรคที่เป็นสาเหตุนั้น ๆ หรือถ้าใช้ยาไม่ได้ผลก็อาจต้องเปลี่ยนมาใช้วิธีการผ่าตัดแทนครับ (ผู้ป่วยกลุ่มนี้จะมีการพยากรณ์ของโรคดีกว่าผู้ป่วยกลุ่มแรกที่มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อไวรัสหรือจากอุบัติเหตุทางศีรษะ)
    • ถ้าอวัยวะรับกลิ่นไม่ทำงาน ก็ต้องมีการตรวจประสาทการรับกลิ่นว่าผิดปกติตรงไหน ที่เส้นประสาทหรือในสมอง เมื่อพบสาเหตุก็ให้การรักษา แต่บางครั้งบางสาเหตุก็ไม่สามารถรักษาได้ครับ คงทำได้เพียงแค่ทำใจยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับการสูญเสียการรับกลิ่นนั้นให้ได้
  2. การรักษาตามอาการ ในกรณีที่แพทย์ตรวจไม่พบสาเหตุ การรักษาจะได้แค่เพียงรักษาไปตามอาการ แล้วรอให้อาการดีขึ้นเอง เพราะมีรายงานการกลับคืนของการรับกลิ่นเมื่อเวลาผ่านไปถึง 2 ปี หรืออาจนานกว่านั้นเป็น 7 ปี ซึ่งตรงนี้ผู้ป่วยก็อย่าเพิ่งหมดหวังครับ เพราะยังมีโอกาสหาย แต่เมื่อไหร่นั้นก็ไม่อาจมีใครทราบได้
  3. การรักษาทางยา ในปัจจุบันยังไม่มียาตัวใดที่มีคุณสมบัติในการรักษาเรื่องการกลิ่นในจมูกโดยตรง มีแต่เพียงการใช้ยากลุ่มสเตียรอยด์แบบกินในกรณีที่เกิดจากการบวมหรืออักเสบของเส้นประสาทรับกลิ่น ทั้งนี้ เรื่องนี้แม้แต่แพทย์ด้วยกันเองก็ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัดว่าควรให้ยาเมื่อไรหลังเกิดพยาธิสภาพ ควรให้ยาในขนาดใด และควรให้ยานานเพียงใด ส่วนยาอื่น ๆ ที่อาจนำมาใช้ก็ขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ผู้ให้การรักษาครับ เช่น ยากินลดบวม ยาหยอดลดบวม ยาแก้แพ้ หรือยาพ่น เป็นต้น ซึ่งตรงนี้ผู้ป่วยก็ต้องลองปรึกษาแพทย์ผู้ให้การรักษาถึงข้อดีข้อเสียของยาแต่ละชนิดดูครับ แล้วลองติดสินใจร่วมกันน่าจะดีที่สุด
  4. การฝึกดมกลิ่นที่คุ้นเคยบ่อย ๆ (Olfactory trainin) ในกรณีที่สาเหตุของการสูญเสียการรับกลิ่นเกิดจากเชื้อไวรัสหรืออุบัติเหตุที่ศีรษะ หรือเกิดจากสาเหตุใด ๆ ก็ตาม การฝึกดมกลิ่นที่ผู้ป่วยคุ้นเคยบ่อย ๆ (แม้ว่าผู้ป่วยจะไม่ได้กลิ่นหรือไม่ได้กลิ่นเพิ่มขึ้นก็ตาม) อาจช่วยให้เส้นประสาทการรับกลิ่นที่เสียไปกลับมาทำงานได้ เพราะมีการศึกษาพบว่า ผู้ป่วยที่มีพยาธิสภาพของโรครุนแรงไม่มาก ถ้าฝึกดมกลิ่นที่คุ้ยเคยบ่อย ๆ จะมีโอกาสที่จะกลับมาได้กลิ่น (ในกรณีที่พยาธิสภาพนั้นทำให้จมูกไม่ได้กลิ่น) หรือได้กลิ่นมากขึ้น (ในกรณีที่พยาธิสภาพนั้นทำให้จมูกได้กลิ่นน้อยลง) มากกว่าผู้ป่วยที่ไม่ได้ฝึกดมกลิ่นที่คุ้ยเคยบ่อย ๆ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
  5. การหลีกเลี่ยงสาเหตุที่อาจทำให้อาการแย่ลง ในกรณีที่ผู้ป่วยได้รับกลิ่นน้อยลง (Hyposmia) แต่อาการยังไม่ดีขึ้น นอกจากว่าผู้ป่วยจะต้องทราบว่าสาเหตุที่จมูกไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นน้อยลงของตัวเองนั้นเกิดจากอะไรแล้ว ก็ควรจะทราบด้วยว่าสาเหตุใดอาจทำให้ความสามารถในการรับกลิ่นนั้นแย่ลงไปอีก และให้หลีกเลี่ยงสาเหตุนั้นเสีย เช่น
    • หลีกเลี่ยงการติดเชื้อไวรัส (โดยเฉพาะหวัดหรือจมูกอักเสบ) โดยการหลีกเลี่ยงสาเหตุที่ทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายแย่ลง เช่น การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ ความเครียด การสัมผัสอากาศที่เย็นมาก ๆ (เช่น) เป็นต้น นอกจากนี้ยังควรออกกำลังกายแบบแอโรบิกอย่างสม่ำเสมอ (อย่างน้อยสัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 30 นาที) เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง มีภูมิต้านทานเชื้อไวรัสได้ดี (เพราะเชื้อไวรัสอาจทำให้มีการบาดเจ็บของเส้นประสาทรับกลิ่นได้มากขึ้น) เช่น การวิ่ง การเดินเร็ว การเดินขึ้นลงบันได การว่ายน้ำ การเตะฟุตบอล การเล่นเทนนิส การเล่นแบดมินตัน การเล่นบาสเกตยอล การขี่จักรยานแบบปรับน้ำหนักความฝืดได้ เป็นต้น
    • หลีกเลี่ยงอุบัติเหตุที่มากระทบที่ศีรษะ เพราะอาจทำให้มีการบาดเจ็บของเส้นประสาทรับกลิ่นได้มากยิ่งขึ้น
    • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับยา สารเคมี สารพิษ หรือกลิ่นฉุน ที่เมื่อสูดเข้าไปในโพรงจมูกหรือรับประทานเข้าไปแล้วอาจทำให้เกิดการบาดเจ็บของเส้นประสาทรับกลิ่นมากยิ่งขึ้น
    • หลีกเลี่ยงสาเหตุที่อาจไปกระตุ้นให้เกิดการอักเสบในโพรงจมูกและ/หรือไซนัสเพิ่มมากขึ้นและอาจทำให้เยื่อบุจมูกบวมมาก (ในกรณีที่ผู้ป่วยสูญเสียการรับกลิ่นจากโรคจมูกอักเสบชนิดภูมิแพ้และไม่แพ้ ไซนัสอักเสบ หรือจากโรคริดสีดวงจมูก) เพราะจะส่งผลทำให้อากาศไม่สามารถเข้าไปในโพรงจมูกและไปสู่เซลล์ประสาทรับกลิ่นที่อยู่บนเพดานของโพรงจมูก ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นน้อยลง (Conductive olfactory loss) หรือส่งผลให้บวมออกเป็นก้อนริดสีดวงจมูกหรือบวมมากเกินจนไปอุดรูเปิดของไซนัสในโพรงจมูกทำให้เกิดไซนัสอักเสบ ซึ่งทั้งริดสีดวงจมูกและไซนัสอักเสบต่างก็อาจทำให้เกิดการอักเสบของเส้นประสาทรับกลิ่น ทำให้ผู้ป่วยไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นน้อยลงได้ (Sensory olfactory loss) และอาจทำให้เยื่อบุจมูกบวมจนอากาศไม่สามารถเข้าไปในโพรงจมูกและไปสู่เซลล์ประสาทรับกลิ่นที่อยู่บนเพดานของโพรงจมูกด้วย (Conductive olfactory loss) แต่ถ้าจะให้ดีเมื่อเป็นโรคเหล่านี้ก็ควรได้รับการรักษาอย่างถูกต้องตั้งแต่เนิ่น ๆ อย่าปล่อยไว้จนเนิ่นนาน

โอกาสและระยะเวลาในการหาย

ในกรณีที่จมูกไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นน้อยลงเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเกิดจากอุบัติเหตุ โอกาสและระยะเวลาในการหายจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของพยาธิสภาพที่เส้นประสาทรับกลิ่น (Degree or severity of injury)

  • ผู้ป่วยจะมีโอกาสที่การรับกลิ่นจะกลับมาค่อนข้างมาก ถ้าความรุนแรงของพยาธิสภาพที่เส้นประสาทรับกลิ่นน้อย เช่น เส้นประสาทรับกลิ่นเพียงแค่บวม ไม่ได้ขาดออกจากกัน ทำให้เส้นประสาทรับกลิ่นทำงานไม่ได้เลย (ไม่ได้กลิ่น) หรือทำงานได้น้อย (ได้กลิ่นบ้างแต่น้อย) หรือมีการเสียส่วนของเส้นประสาทรับกลิ่นน้อย
  • ผู้ป่วยจะมีโอกาสที่การรับกลิ่นจะกลับมาค่อนข้างน้อยหรือไม่มีโอกาสที่จะได้กลิ่นหรือได้กลิ่นดีขึ้นอีกเลย ถ้าความรุนแรงของพยาธิสภาพที่เส้นประสาทรับกลิ่นมาก เช่น เส้นประสาทรับกลิ่นขาดออกจากกัน หรือมีการเสียส่วนของเส้นประสาทรับกลิ่นมาก ผู้ป่วยมักจะไม่ได้กลิ่นเลยหรือได้กลิ่นบ้างแต่น้อยมากหลังเกิดพยาธิสภาพ

สำหรับระยะเวลาในการหายนั้น จากการศึกษาพบว่า หลังเกิดพยาธิสภาพที่เส้นประสาทรับกลิ่น ไม่ว่าจะเกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือเกิดจากอุบัติเหตุ ถ้าผู้ป่วยไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นน้อย โอกาสที่จะกลับมาได้กลิ่นหรือได้กลิ่นมากขึ้นมักจะอยู่ในช่วงระยะเวลา 6 เดือนแรกหลังเกิดพยาธิสภาพ (เป็นกลุ่มที่มีพยากรณ์ของโรคดี) แต่ถ้าครบ 6 เดือนแล้ว ปัญหาการรับกลิ่นยังไม่ดีขึ้นเลย โอกาสที่จะกลับมาได้กลิ่นหรือได้กลิ่นมากขึ้นมักจะอยู่ในช่วง 6-18 เดือนหลังเกิดพยาธิสภาพ ซึ่งเป็นช่วงที่ 2 แต่ถ้าหลังจากครบ 18 เดือนไปแล้ว ปัญหาการรับกลิ่นก็ยังไม่ดีขึ้นเลย ผู้ป่วยจะมีโอกาสน้อยลงที่จะได้รับกลิ่น (ในกรณีที่ไม่ได้กลิ่น) หรือมีโอกาสได้รับกลิ่นมากขึ้น (ในกรณีที่ได้กลิ่นน้อยลง) แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ป่วยจะไม่มีโอกาสกลับมาดีขึ้นอีกแล้ว เพราะอนาคตเป็นสิ่งที่เราไม่สามารถทราบได้แน่นอน พยาธิสภาพของการสูญเสียการรับกลิ่นอาจจะดีขึ้น เท่าเดิม หรือแย่ลงก็เป็นไปได้

แต่ถ้าการสูญเสียการรับกลิ่นนั้นไม่ดีขึ้นเลย ผู้ป่วยก็ควรทำใจยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับการสูญเสียการรับกลิ่นนั้นให้ได้ เพราะเมื่อใจยอมรับได้ ความทุกข์ก็จะลดน้อยลง แต่ถ้าใจยอมรับไม่ได้ ความทุกข์ก็จะมากขึ้น

ผลเสียเมื่อจมูกไม่ได้กลิ่น/ได้กลิ่นน้อยลง

  • เมื่อจมูกไม่ได้กลิ่นหรือได้กลิ่นน้อยลงจะทำให้ขาดสัญญาณเตือนภัยอันตรายต่าง ๆ เช่น ควันไฟ แก๊ซรั่ว อาหารบูดและเน่าเสีย เป็นต้น ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยเป็นอันตรายถึงแก้ชีวิตได้ ถ้าที่พักอาศัยเกิดไฟไหม้หรือเกิดแก๊สรั่ว หรือเมื่อผู้ป่วยกินอาหารที่บูดเน่าเข้าไปก็อาจเกิดอาการของอาหารเป็นพิษได้ (เช่น คลื่นไส้ อาเจียน ท้องเสีย)
  • ส่งผลต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยในการได้กลิ่นหอมหรือกลิ่นอาหารรอบตัว ทำให้เสียความเพลิดเพลินเจริญใจหรือการเจริญอาหาร
  • อาจทำให้ผู้ป่วยบางรายเกิดความวิตกกังวลว่าจะมีโรคร้ายแรงในสมองหรือโพรงจมูกซ่อนอยู่
    ดังนั้นจึงควรมีญาติพักอาศัยอยู่กับผู้ป่วยด้วยเพื่อจะได้ช่วยสังเกตว่ามีอันตรายต่าง ๆ เกิดขึ้นหรือไม่ (เช่น ควันไฟ แก๊ซรั่ว อาหารบูดและเน่าเสีย) แต่ถ้าผู้ป่วยต้องอยู่คนเดียวเพียงลำพัง ควรปฏิบัติตามคำแนะนำในหัวข้อคำแนะนำของผู้ป่วยจมูกไม่ได้กลิ่น/ได้กลิ่นน้อย

คำแนะนำของผู้ป่วยจมูกไม่ได้กลิ่น/ได้กลิ่นน้อยลง

สำหรับผู้ป่วยที่ไม่มีคนอาศัยอยู่ด้วย ควรปฏิบัติตามคำแนะนำดังต่อไปนี้

  • ติดตั้งเครื่องฉีดน้ำที่เพดานห้อง เผื่อในกรณีที่เกิดเหตุไฟไหม้เครื่องมือจะได้ฉีดน้ำดับไฟโดยอัตโนมัติ ซึ่งถ้าติดได้ทุกห้องก็จะยิ่งดี หรืออย่างน้อยควรติดที่ห้องนอนของผู้ป่วย
  • ติดตั้งเครื่องตรวจจับควันที่เพดานห้อง ถ้าเป็นไปได้ควรติดในห้องทุกห้อง หรืออย่างน้อยควรติดในห้องที่ผู้ป่วยนอน และควรจดวัน เวลา ในการเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ของเครื่องตรวจจับควันดังกล่าวไว้ด้วย เพื่อที่จะได้ทราบวันที่ต้องเปลี่ยนแบตเตอร์รี่ก้อนใหม่
  • ติดฉลากให้กับอาหารที่ใส่เข้าตู้เย็น แล้วเขียนวันและเวลาที่นำอาหารเก็บเข้าตู้เย็น เพื่อที่จะได้ทราบว่าควรเก็บอาหารนี้ไว้นานเพียงใด และสมควรจะกินหรือไม่ แต่ในกรณีที่ไม่ใจก็ไม่ควรกิน เพราะอาจทำให้เกิดอาการของอาหารเป็นพิษได้
เอกสารอ้างอิง
  1. ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.  “ผู้ป่วยที่สูญเสียการรับกลิ่น (ไม่ได้กลิ่น หรือ Anosmia) หรือได้กลิ่นน้อยลง (Hyposmia)…โปรดฟังทางนี้”.  (รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.si.mahidol.ac.th.  [07 ส.ค. 2017].
  2. ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.  “เมื่อแพทย์นัดมาทดสอบการรับกลิ่น”.  (รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.si.mahidol.ac.th.  [08 ส.ค. 2017].
  3. ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล.  “จมูกไม่ได้กลิ่น”.  (ผศ.นพ.ประยุทธ ตันสุริยวงษ์).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.si.mahidol.ac.th.  [08 ส.ค. 2017].
  4. สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.).  “เมื่อจมูกไม่ได้กลิ่น”.  (รศ.นพ.ปารยะ อาศนะเสน).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.thaihealth.or.th.  [08 ส.ค. 2017].
  5. เครือข่ายความร่วมมือบริการเภสัชสนเทศ.  “ยา Budesonide nasal spray มีผลทำให้จมูกไม่ได้รับกลิ่นหรือไม่”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : drug.pharmacy.psu.ac.th.  [08 ส.ค. 2017].
  6. หาหมอดอทคอม.  “ภาวะเสียการรู้กลิ่น (Anosmia)”.  (รศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า).  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : haamor.com.  [09 ส.ค. 2017].

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

แสดงความคิดเห็น

Subscribe to our Newsletter !

กรอกข้อมูลเพื่อรับข่าวสารทางอีเมล
เราจะส่งความรู้ดี ๆ ตามความสนใจให้คุณได้รู้ก่อนใคร !

ไม่มีสแปม ! เราไม่แชร์ข้อมูลของคุณให้กับบุคคลอื่น ๆ เราสัญญาว่าทุกอีเมลที่ส่งให้คุณจะมีแต่เรื่องดี ๆ !

Thank You for Subscription !