Sections 
Font size

 

 

ข้าวสาลี สรรพคุณและประโยชน์ของข้าวสาลี 14 ข้อ ! (Wheat)

ข้าวสาลี
ข้าวสาลี
Font size

 

 

Sections 

ข้าวสาลี

ข้าวสาลี ชื่อสามัญ Bead Wheat, Common Wheat, Wheat[1]

ข้าวสาลี ชื่อวิทยาศาสตร์ Triticum aestivum L. (ชื่อพ้องวิทยาศาสตร์ Triticum vulgare Vill.) จัดอยู่ในวงศ์หญ้า (POACEAE หรือ GRAMINEAE)[1]

ข้าวสาลี มีชื่อเรียกอื่นว่า “สาลี[1]

ลักษณะของข้าวสาลี

  • ต้นข้าวสาลี มีถิ่นกำเนิดและการกระจายพันธุ์อยู่ในตะวันออกกลาง ผู้ผลิตข้าวสาลีที่สำคัญของโลก ได้แก่ สหรัฐอเมริกา แคนาดา จีน และรัสเซีย ในประเทศไทยมีการปลูกบ้างบนพื้นที่สูงทางภาคเหนือ แต่ส่วนใหญ่จะได้มาจากการนำเข้าเสียมากกว่า จัดเป็นไม้ล้มลุกที่มีอายุราว 1 ปี มีความสูงของต้นประมาณ 40-150 เซนติเมตร แตกขึ้นเป็นกอแน่น ลำต้นเรียบ มีข้อและปล้องประมาณ 4-7 ปล้อง มีขนาดใหญ่ขึ้นจากโคนไปสู่ปลาย ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการหว่านเมล็ด[1],[3]

ต้นข้าวสาลี

  • ใบข้าวสาลี ใบเป็นใบเดี่ยว ใบติดแบบเรียงสลับ ลักษณะของใบเป็นรูปแถบผอมยาว มีขนาดกว้างประมาณ 1-3 เซนติเมตร และยาวประมาณ 15-40 เซนติเมตร ใบเกลี้ยงหรือมีขน เขี้ยวใบเป็นแผ่น หูใบบาง[1],[3]

ใบข้าวสาลี

  • ดอกข้าวสาลี ออกดอกเป็นช่อ ชนิดดอกช่อเชิงลด เรียงเป็นสองแถว แกนกลางช่อหยักไปมา ยาวได้ประมาณ 5-15 เซนติเมตร ช่อดอกย่อยแบบ ซ้อนทับกันเป็นแถวด้านข้างของแกนช่อดอก ช่อดอกย่อยประกอบไปด้วยดอกย่อยประมาณ 3-9 ดอก ดอกเป็นดอกแบบสมบูรณ์เพศ ดอกจะมีรูปร่าง ขนาด และความหนาแน่นแตกต่างกันออกไปตามสายพันธุ์ ตรงปลายกาบช่อย่อยเป็นสัน 1 สัน เกิดจากเส้นใบยื่นเป็นปีกแหลม ส่วนกาบล่างมีรยางค์แข็งยาวได้ถึง 16 เซนติเมตร[1],[3]

ดอกข้าวสาลี

  • ผลข้าวสาลี ลักษณะของผลเป็นรูปไข่หรือรูปกระสวย มีร่องตามยาว สีน้ำตาลแดง เหลือง ขาว หรือมีสีปนกัน[1],[3] โดยส่วนที่นำมารับประทานจะมีอยู่ 3 ส่วน ได้แก่
    • เมล็ดข้าวสาลี (wheat kernel) จะประกอบไปด้วย เอนโดสเปิร์ม (endosperm), คาร์โบไฮเดรตที่เป็นสตาร์ช (starch) ซึ่งมี amylose และ amylopectin เป็นส่วนประกอบหลักอยู่รวมเป็นเม็ดสตาร์ช (starch granule)
    • รำข้าวสาลี (wheat bran) ซึ่งเป็นเปลือกห่อหุ้มเมล็ดไว้หลายชั้น เป็นชั้นของรำ (bran) ส่วนชั้นนอกสุดเป็นแกลบ (husk)
    • จมูกข้าวสาลี (wheat germ) ซึ่งเป็นแหล่งสะสมอาหารสำหรับต้นอ่อน

ผลข้าวสาลี

รูปต้นข้าวสาลี

เมล็ดข้าวสาลี

  • ต้นอ่อนข้าวสาลี (Wheatgrass) คือ ส่วนของเมล็ดที่นำมาเพาะประมาณ 7-8 วันจนเป็นต้นอ่อน (เช่นเดียวกับถั่วงอก) แล้วนำมาคั้นเป็นน้ำวีทกราสหรือน้ำต้นอ่อนข้าวสาลี โดยจะมีขายทั้งในรูปแบบคั้นสด ๆ แบบผงชงสำเร็จรูป และแบบที่นำมาแปรรูปเป็นสารสกัดบรรจุแคปซูลหรือแบบอัดเม็ด

ต้นข้าวสาลีอ่อน

พันธุ์ข้าวสาลี

  • ข้าวสาลีชนิดแข็ง (hard wheat)
    • Wheat Hard white – เป็นข้าวสาลีเมล็ดแข็ง สีอ่อน มีโปรตีนปานกลาง ใช้สำหรับการผลิตเป็นแป้งข้าวสาลีที่ใช้ทำขนมปังและใช้ผลิตเบียร์
    • Wheat Hard red spring – เป็นข้าวสาลีเมล็ดแข็ง สีน้ำตาล มีโปรตีนและกลูเตนสูง ใช้สำหรับการผลิตเป็นแป้งข้าวสาลี สำหรับใช้ทำขนมปังและขนมอบที่ขึ้นฟูด้วยยีสต์
    • Wheat Hard red winter – เป็นข้าวสาลีเมล็ดแข็ง สีน้ำตาล มีโปรตีนและกลูเตนสูง ใช้สำหรับการผลิตเป็นแป้งข้าวสาลี สำหรับใช้ทำขนมปังและขนมอบที่ขึ้นฟูด้วยยีสต์
    • Wheat Durum – เป็นข้าวสาลีที่มีเมล็ดแข็ง ใส สีอ่อน ใช้สำหรับการผลิตเป็นแป้งข้าวสาลีชนิดซาโมลินา (แป้งสำหรับผลิตพาสต้า)
  • ข้าวสาลีชนิดอ่อน (soft wheat)
    • Wheat Soft white – เป็นข้าวสาลีเมล็ดอ่อน สีอ่อน มีโปรตีนและกลูเตนต่ำมาก ใช้สำหรับการผลิตเป็นแป้งข้าวสาลี สำหรับใช้ทำพาย เพสตรี
    • Wheat Soft red winter – เป็นข้าวสาลีเมล็ดอ่อน สีน้ำตาล มีโปรตีนและกลูเตนต่ำ ใช้สำหรับการผลิตเป็นแป้งข้าวสาลี สำหรับใช้ทำขนมเค้ก พาย มัฟฟิน บิสกิต

สรรพคุณของข้าวสาลี

  1. ช่วยบำรุงเส้นประสาท และช่วยให้นอนหลับ[1]
  2. ช่วยบำรุงหัวใจ และป้องกันการเกิดโรคหัวใจ[1]
  3. ช่วยลดความดันโลหิตสูง ช่วยขยายหลอดเลือด[1]
  4. ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน[1]
  5. ช่วยลดระดับคอเลสเตรอลในเลือด ลดไขมันในเลือด[1]

วิธีการใช้ : การใช้ตาม [1], [2] ให้นำรำข้าวสาลีมาชงกับน้ำร้อนดื่มก่อนอาหารเช้าและเย็น หรือนำเมล็ดมาใช้ปรุงเป็นอาหารในรูปของธัญพืช[1]

ข้อมูลทางเภสัชวิทยาของข้าวสาลี

  • สารสำคัญที่พบ ได้แก่ aconiticc acid, adenine, alkyl resorcinol, allantoin, benzoxazin-3(4H)-one-glycoside castasterone, choline, diazepam, esgostan-3-one, ferulic acid, gibberllin A, gliadin, histidine, oleic acid, quercetin, triticum, wheat germ agglutinin[1]
  • ข้าวสาลีมีฤทธิ์ลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งการดูดซึมของกลูโคส ช่วยลดความดันโลหิต ขยายหลอดเลือด ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลในเลือด ลดไขมันในเลือด ช่วยบำรุงเส้นประสาท เป็นยาระบาย เพราะ wheat bran, wheat germ มีผลต่อการย่อยและการดูดซึมน้ำตาลในลำไส้ ทำให้ลดระดับน้ำตาลในเลือดได้[1]

รายงานผลการทดลองของข้าวสาลี

รำข้าวสาลี
เมล็ดข้าวสาลี
  • เมื่อปี ค.ศ.1992 ที่ประเทศอียิปต์ ได้ทำการทดลองใช้รำข้าวสาลี แคร์รอต และเมล็ดทานตะวันกับหนูทดลอง เพื่อดูว่าสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดและระดับคอเลสเตอรอลได้หรือไม่ ผลการทดลองพบว่า รำข้าวสาลีสามารถลดระดับน้ำตาลในเลือดได้[2]
  • เมื่อปี ค.ศ.1992 ที่ประเทศสหรัฐอเมริกา ข้าวสาลีสามารถทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดต่ำลงได้[2]
  • เมื่อปี ค.ศ.2003 ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการทดลองให้อาหารในหนูทดลอง โดยอาหารจะประกอบไปด้วย oligosaccharide และสารสกัดจากใบของบาร์เลย์ ข้าวสาลี ข้าวเรย์ และข้าวโอ๊ต ผลการทดลองพบว่า สามารถช่วยทำให้ไขมันในเลือดของหนูทดลองลดลงได้[1]
  • เมื่อปี ค.ศ.2003 ที่ประเทศบราซิล ได้ทำการศึกษาทดลองผลของเส้นใยไฟเบอร์ในข้าวสาลีในการช่วยลดความอ้วน โดยทำการทดลองกับหนูวิสตร้าจำนวน 48 ตัว ขนาดน้ำหนัก 160 gm. โดยแบ่งหนูทดลองออกเป็น 8 กลุ่มการทดลอง ใช้เวลาการทดลองนาน 63 วัน โดยกลุ่มที่ 1-6 จะให้สารไขมันคอเลสเตอรอล 1% และให้ข้าวโอ๊ตหรือข้าวสาลี 5%, 10%, 15% ตามลำดับ ส่วนกลุ่มที่ 7 จะให้สารอาหารคอเลสเตอรอล 1% และใยอาหาร 5% และกลุ่มที่ 8 คือกลุ่มควบคุม ภายหลังการทดลองพบว่าหนูกลุ่มที่ 1-3 มีค่าระดับคอเลสเตอรอลในเลือดลดลงทั้งหมด แต่กลุ่มที่ให้ข้าวโอ๊ต ค่า HDL-C (ไขมันดี) ไม่มีการเปลี่ยนแปลง คงมีการเปลี่ยนแปลงเฉพาะกลุ่มที่ให้ข้าวสาลี[1]
  • เมื่อปี ค.ศ.2005 ที่ประเทศจีน ได้ทำการศึกษาทดลองและได้พบว่า สารฟลาโวนอยด์ในข้าวสาลี สามารถช่วยลดค่าเอนไซม์ในตับและลดระดับไขมันในเลือดได้ โดยทำการศึกษาทดลองกับหนู หลังการทดลองพบว่าค่าคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์ลดลง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (P[1]
  • เมื่อปี ค.ศ.2006 ที่ประเทศอิหร่าน ได้ทำการทดลองผลในการลดระดับไขมันในเลือดของข้าวสาลี โดยทำการทดลองกับผู้ป่วยหญิงจำนวน 19 คน ที่มีอายุระหว่าง 35-65 ปี และมีระดับคอเลสเตอรอลในเลือด 240-300 mg./dl. โดยให้ผู้ป่วยกินข้าวสาลีที่ทำในรูป cereal ขนาด 40 gm. ทุกวัน 4 สัปดาห์ ภายหลังการทดลองได้ทำการตรวจสุขภาพของผู้ป่วยดังกล่าว ไม่พบว่าน้ำหนักร่างกายและ body mass index แตกต่างกัน ใน 2 กลุ่มการทดลอง แต่พบว่าระดับคอเลสเตอรอลรวมลดลง 11% และระดับไขมันเลว (LDL-C) ลดลง 21% แต่ค่าไตรกลีเซอไรด์และค่าไขมันดี (HDL-C) ไม่เปลี่ยนแปลง[1]
  • เมื่อปี ค.ศ.2007 ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการศึกษาทดลองพบว่า อาหารเสริมในรูปของเครื่องดื่ม (Skim milk) ที่มีส่วนผสมของข้าวสาลี ข้าวเจ้า ข้าวโอ๊ต และ pcyllium husk powder พบว่าเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีไขมันในเลือดสูงและผู้ที่ต้องการลดน้ำหนัก โดยนำมาบดให้โมเลกุลของข้าวต่าง ๆ เล็กลงในขนาด 65 meshes และผสมกับ psyllium husk powder ประมาณ 0.05-0.5%[1]
  • เมื่อปี ค.ศ.2007 ที่ประเทศญี่ปุ่น ได้ทำการศึกษาพบว่า เส้นบะหมี่หรือพาสต้า ซึ่งทำมาจากข้าวสาลี, ข้าวเจ้า, gluten, psyllium husk powder เมื่อนำผงดังกล่าวมาผสมกับน้ำแล้วผสมไข่นวดให้ได้ที่ ทำเป็นเส้น โดยผสม psyllium husk powder 0.01-0.5% และส่วนผสมของข้าวสาลี : ข้าวเจ้า : gluten = 3 : 1 : 1 เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวานและต้องการควบคุมน้ำหนัก[1]
  • มหาวิทยาลัยพอนดิเชอรี (Pondicherry University) ประเทศอินเดีย ได้ทำการศึกษาโดยให้ผู้ป่วยเบาหวานชายและหญิงกินจมูกข้าวสาลีวันละ 30 กรัม เป็นระยะเวลา 6 เดือน ผลการทดลองพบว่า ผู้ป่วยทุกคนมีระดับน้ำตาลในเลือดลดลงอย่างชัดเจน โดยระดับน้ำตาลก่อนอาหารลดลงเฉลี่ย 22 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร และระดับน้ำตาลหลังอาหารลดลงเฉลี่ย 41 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร[7]
  • จากการศึกษาฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระของต้นอ่อนข้าวสาลีในอาสาสมัครที่ได้สารก่ออนุมูลอิสระ biphenol-A ผ่านทางสิ่งแวดล้อม เมื่อดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีวันละ 100 มิลลิลิตร เป็นระยะเวลา 2 สัปดาห์ พบว่าปริมาณของสาร biphenol-A ในปัสสาวะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งแนวโน้มการลดลงของสารก่ออนุมูลอิสระมีความสัมพันธ์กับระยะเวลาที่ดื่ม[6]
  • มีการศึกษาวิจัยฤทธิ์การเพิ่มจำนวนเม็ดเลือดแดงของต้นอ่อนข้าวสาลีในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง โดยให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีวันละ 30-100 มิลลิลิตร หรือให้รับประทานสารสกัดจากต้นอ่อนข้าวสาลีวันละ 1,000 มิลลิกรัม ติดต่อกันอย่างน้อย 6 เดือนถึง 1 ปี ผลการทดลองพบว่า ปริมาณของฮีโมโกลบินในเลือดเพิ่มขึ้น ลดปริมาณการให้เม็ดเลือดแดงเข้มข้น และลดจำนวนครั้งในการถ่ายเป็นเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในเด็กที่มีภาวะเป็นโรคโลหิตจางธาลัสซีเมีย ผู้ป่วยโรคโลหิตจางธาลัสซีเมียชนิดเบต้า และในผู้ป่วย myelodysplastic syndrome (ผู้ป่วยที่มีความผิดปกติของไขกระดูก ส่งผลให้ไขกระดูกไม่สามารถทำหน้าที่สร้างเซลล์เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือดได้อย่างเพียงพอ และอาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาวได้ในอนาคต)[6]
  • ผู้ป่วยมะเร็งเต้านมที่รับประทานน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีวันละ 60 มิลลิลิตร ตลอดระยะเวลาการที่ได้รับเคมีบำบัด ทั้ง 3 รอบ พบว่าสามารถช่วยป้องกันการเกิดภาวะโลหิตจางได้ดี ปริมาณของฮีโมโกลบินเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยไม่มีผลต่อการตอบสนองการได้รับการรักษาจากเคมีบำบัดในผู้ป่วย และยังมีการศึกษาอื่นในผู้ป่วยที่เป็นมะเร็งที่อวัยวะต่าง ๆ ที่ได้ดื่มน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีติดต่อกันเป็นเวลา 6 เดือน (วันละ 30 มิลลิลิตร) ก็พบว่าปริมาณของฮีโมโกลบิน เกล็ดเลือด และภูมิต้านทานในร่างกายเพิ่มขึ้น ทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น[6]
  • เมื่อทำการเปรียบเทียบประสิทธิภาพระหว่างต้นอ่อนข้าวสาลีและสาหร่ายสไปรูริน่า ซึ่งเป็นพืชที่อุดมไปด้วยคลอโรฟิลล์เช่นเดียวกัน พบว่าการรับประทานแคปซูลต้นอ่อนข้าวสาลี ในขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 2 ครั้ง ติดต่อกัน 1 เดือน สามารถช่วยเพิ่มความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระ เพิ่มวิตามินซี เพิ่มการทำงานของเอนไซม์ superoxide dismutase และช่วยลดปริมาณ malondialdehyde ในเลือดของอาสาสมัครได้ดีกว่าการรับประทานสาหร่ายสไปรูริน่าในขนาดเท่ากัน[6]
  • น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลียังช่วยบรรเทาอาการของโรคลำไส้อักเสบได้เป็นอย่างดี โดยพบว่า ผู้ป่วยที่รับประทานน้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีวันละ 100 มิลลิกรัม ติดต่อกัน 1 เดือน จะสามารถช่วยบรรเทาอาการโดยรวมของโรคให้ดีขึ้น และช่วยลดการเคลื่อนไหวของลำไส้และความถี่ในการถ่ายเป็นเลือดได้อย่างมีนัยสำคัญ[6]

ประโยชน์ของข้าวสาลี

  1. ใช้เป็นอาหารของมนุษย์ โดยมีคุณค่าทางอาหารสูงและมีกากอาหาร จึงช่วยในการขับถ่ายของลำไส้ใหญ่ได้เป็นอย่างดี หรือจะนำเมล็ดมาเพาะให้งอก ใช้ประกอบอาหารเช่นเดียวกับถั่วงอก หรือนำเมล็ดมาทำข้าวนึ่ง แล้วนำไปทำเป็นอาหาร[4]
  2. ข้าวสาลีเป็นอาหารที่เหมาะสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน ผู้เป็นโรคกระเพาะ กระเพาะอาหารอักเสบ ผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก และผู้ป่วยที่อยู่ในช่วงระหว่างการพักฟื้น[1]
  3. ในปัจจุบันได้มีการนำข้าวสาลีมาแปรรูปทำเป็นน้ำคั้นต้นข้าวสาลีอ่อนและมอลต์ข้าวสาลี (การทำให้ข้าวสาลีงอกเป็นต้นอ่อนแล้วนำมาคั้นเอาน้ำ) ในต่างประเทศมีการใช้นำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลีกันมานานแล้วสำหรับการทำความสะอาดระบบเลือด ช่วยทำให้ระบบการทำงานของร่างกายดีขึ้น ช่วยในการย่อยอาหาร ทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจน เนื่องจากในน้ำของต้นอ่อนข้าวสาลีจะมีคลอโรฟิลล์อยู่สูงถึง 70% ซึ่งคลอโรฟิลล์เป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่สำคัญ มีองค์ประกอบคล้ายกับเม็ดเลือดแดง จึงช่วยกระตุ้นการสร้างเม็ดเลือด ช่วยทำความสะอาดระบบหมุนเวียนโลหิต ช่วยลดการดูดซึมของสารก่อมะเร็ง นอกจากนี้ยังมีสารซาโปนินที่มีฤทธิ์กำจัดสารพิษออกจากร่างกาย มีแร่ธาตุที่มีประโยชน์ไม่ต่ำกว่า 90 ชนิด ที่ช่วยเพิ่มความเป็นด่างให้แก่ร่างกายและมีความสามารถในการจับกรดที่เป็นพิษต่อร่างกาย มีกรดอะมิโนไม่ต่ำกว่า 20 ชนิด และมีเอนไซม์ไม่ต่ำกว่า 30 ชนิด ที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย ในด้านการช่วยชะลอความแก่ เป็นต้น[5]
  4. น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี (Wheatgrass juice) สามารถช่วยเพิ่มปริมาณของเม็ดเลือดแดงในผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจาง ช่วยป้องกันอันตรายจากอนุมูลอิสระต่าง ๆ และยังช่วยรักษาอาการลำไส้อักเสบ โดยไม่พบความเป็นพิษหรือผลข้างเคียงใด ๆ ในขนาดรับประทานวันละ 30-100 มิลลิลิตร หรือในแคปซูลขนาด 1,000 มิลลิกรัม ในระช่วงระยะเวลาตั้งแต่ 2 สัปดาห์จนถึง 1 ปี แต่อย่างไรก็ตามควรจะระมัดระวังในการใช้กับเด็กอ่อนหรือสตรีมีครรภ์ เพราะยังไม่มีรายงานด้านความปลอดภัย อีกทั้งน้ำคั้นของต้นอ่อนก็มีกลิ่นเหม็นเขียวคล้ายกับหญ้า จึงอาจไปกระตุ้นให้เกิดอาการคลื่นไส้อาเจียนในผู้ที่ไม่ชอบกลิ่นดังกล่าวได้[6]
  5. จมูกข้าวสาลี (wheat germ) คือ ส่วนที่อยู่ตรงปลายเมล็ดข้าว เป็นแหล่งของสารอาหารสำคัญ มหาวิทยาลัยแห่งรัฐโอกลาโฮมา (Oklahoma State University) ของประเทศสหรัฐอเมริกา ได้ให้ข้อมูลว่าจมูกข้าวสาลีมีโปรตีนสูงกว่าแป้งสาลีถึง 3 เท่า มีเกลือแร่สูงกว่า 6 เท่า และยังอุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็นที่ร่างกายไม่สามารถสร้างขึ้นเองได้ อีกทั้งยังมีกรดโฟลิกและวิตามินสูง จนวารสาร Food Research International ได้ยกให้จมูกข้าวสาลีเป็นแหล่งอาหารที่สำคัญของหญิงตั้งครรภ์เพื่อป้องกันโรคโลหิตจางในแม่และความพิการทางระบบประสาทของเด็กทารก โดยพบว่าจมูกข้าวสาลี 3 ช้อนโต๊ะ จะให้ปริมาณของกรดโฟลิกสูงถึง 20% ของความต้องการใน 1 วัน นอกจากนี้จมูกข้าวสาลียังช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวาน ช่วยป้องกันโรคหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคเส้นเลือดในสมองแตก โรคต้อกระจก ช่วยป้องกันโรคมะเร็ง ช่วยลดความอ้วน และช่วยในการชะลอวัยได้อีกด้วย[7]
  6. รำข้าวสาลี (wheat bran) เป็นส่วนที่มีเส้นใยอาหารสูง เมื่อรับประทานเข้าไปแล้วจะช่วยเพิ่มปริมาณของอุจจาระ อีกทั้งเส้นใยอาหารยังมีคุณสมบัติในการช่วยดูดน้ำได้ดีมาก จึงช่วยทำให้อุจจาระนุ่ม ขับถ่ายได้ง่าย ทำให้ระบบขับถ่ายทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้ยังถูกนำไปใช้ในการผลิตอาหารเสริมสุขภาพและผสมในอาหารเลี้ยงสัตว์จำพวกหมูและกุ้งอีกด้วย
  7. ฟางที่เหลือใช้สำหรับเลี้ยงสัตว์กินหญ้า เช่น วัว ควาย หรือนำมาใช้ทำตุ๊กตาฟาง มุงหลังคา ทำไส้เบาะ เชื้อเพลิง วัสดุรองสิ่งของในการบรรจุหีบห่อ กระดานอัด ตลอดจนการนำไปใช้เป็นวัสดุเพาะเห็ด เป็นต้น[4]
  8. ข้าวสาลีเป็นพืชอาหารที่มีความสำคัญที่สุดอย่างหนึ่งของประชากรโลก โดยผลิตผลและผลิตภัณฑ์ที่ได้จากแป้งข้าวสาลี ได้แก่ แป้งสาลี ขนมปัง ขนมเค้ก ขนมอบ ซาลาเปา คุ้กกี้ แครกเกอร์ เค้ก โดนัท โรตี พาย ปาท่องโก๋ บะหมี่ พาสต้า สปาเกตตี มักกะโรนี ฯลฯ และยังถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมการผลิตกาว แอลกอฮอล์ น้ำมัน และกลูเตนอีกด้วย[3] ส่วนเมล็ดที่นำมาบดให้แตกด้วยโม่หินสามารถนำมาใช้ทำโจ๊ก ทำข้าวต้ม ถ้านำมาลวกน้ำเดือดประมาณ 20 นาที ก็นำมาทำยำสลัดและข้าวผัดได้ ส่วนข้าวสาลีต้มสุกทั้งเมล็ด สามารถนำมาใช้ทำขนมประเภทข้าวโพดคลุกและข้าวเหนียวเปียก หรือจะนำข้าวสาลีมานวดเป็นก้อน แล้วเอาไปล้างน้ำ ก็จะได้ “มี่กึง” (gluten) เมื่อเอาไปต้มสุกก็จะได้เนื้อเทียมซึ่งเป็นโปรตีนจากพืช ที่นำมาใช้ทำอาหารเจ เช่น แกงลูกชิ้น พะโล้ เป็นต้น[4]
  9. ส่วนประโยชน์ในด้านอื่น ๆ ก็เช่น การนำมาใช้ทำแบะแซ (น้ำเชื่อมข้น) โดยการเพาะเมล็ดข้าวสาลีในกระบะไม้นาน 7 วัน แล้วเอาต้นกล้าอ่อนไปโขลกคั้นกรองเอาส่วนที่เป็นของเหลว แล้วนำไปเคี่ยวกับปลายข้าวเหนียว หมักไว้ประมาณ 2 ชั่วโมง แล้วค่อยคั้นเอาน้ำเชื่อมข้นออกมา, ใช้เมล็ดสุกหมักกับส่าเพื่อกลั่นเป็นเหล้า, ใช้ทำซีอิ๊วและเต้าเจี้ยว ด้วยการใช้เมล็ดข้าวสาลีและเมล็ดถั่วเหลือง คั่วแล้วบดในอัตราส่วนเท่ากัน และหมักด้วยเชื้อ Aspergillus sojae, ใช้สำหรับทำเชื้อเห็ดบางประเภท โดยการผสมเมล็ดข้าวสาลีที่นึ่งสุกกับรำละเอียด เอาไปบรรจุในขวดแบน แล้วเขี่ยเชื้อจากอาหารวุ้นใส่[4]

รูปข้าวสาลี

คุณค่าทางโภชนาการของข้าวสาลี ต่อ 100 กรัม

Nutrient Wheat Hard white Wheat Hard red spring Wheat Hard red winter Wheat Durum Wheat Soft white Wheat Soft red winter Wheat bran Wheat germ Wheat sprouted Unit
พลังงาน 342 329 327 339 340 331 216 360 198 (kcal)
โปรตีน 11.31 15.40 12.61 13.68 10.69 10.35 15.55 23.15 7.49 (g)
ไขมัน 1.71 1.92 1.54 2.47 1.99 1.56 4.25 9.72 1.27 (g)
คาร์โบไฮเดรต 75.90 68.03 71.18 71.13 75.36 74.24 64.51 51.80 42.53 (g)
ใยอาหาร 12.2 12.2 12.2 - 12.7 12.5 42.8 13.2 1.1 (g)
น้ำ 9.57 12.76 13.10 10.94 10.42 12.17 9.89 11.12 47.75 (g)
น้ำตาล 0.41 0.41 0.41 - 0.41 0.41 0.41 - - (g)
วิตามินบี1 0.387 0.504 0.383 0.419 0.410 0.394 0.523 1.882 0.225 (mg)
วิตามินบี2 0.108 0.110 0.115 0.121 0.107 0.096 0.577 0.499 0.155 (mg)
วิตามินบี3 4.381 5.710 5.464 6.738 4.766 4.800 13.578 6.813 3.087 (mg)
วิตามินบี6 0.368 0.336 0.300 0.419 0.378 0.272 1.303 1.300 0.265 (mg)
วิตามินบี9 38 43 38 43 41 41 79 281 38 (µg)
วิตามินบี12 0 0 0 0 0 0 0 0 0 (µg)
วิตามินเอ 9 9 9 0 9 0 9 0 0 (IU)
วิตามินซี 0 0 0 0 0 0 0 0 2.6 (mg)
วิตามินอี 1.01 1.01 1.01 - 1.01 1.01 1.49 - - (mg)
วิตามินเค 1.9 1.9 1.9 - 1.9 0 1.9 - - (µg)
แคลเซียม 32 25 29 34 34 27 73 39 28 (mg)
ธาตุเหล็ก 4.56 3.60 3.19 3.52 5.37 3.21 10.57 6.26 2.14 (mg)
แมกนีเซียม 93 124 126 144 90 126 611 239 82 (mg)
ฟอสฟอรัส 355 332 288 508 402 493 1,013 842 200 (mg)
โพแทสเซียม 432 340 363 431 435 397 1,182 892 169 (mg)
โซเดียม 2 2 2 2 2 2 2 12 16 (mg)
สังกะสี 3.33 2.78 2.65 4.16 3.46 2.63 7.27 12.29 1.65 (mg)

ข้อมูลจาก : USDA Nutrient database

เอกสารอ้างอิง
  1. หนังสือสมุนไพรลดไขมันในเลือด 140 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “ข้าวสาลี”  หน้า 64-65.
  2. หนังสือสมุนไพรบำบัดเบาหวาน 150 ชนิด.  (เภสัชกรหญิง จุไรรัตน์ เกิดดอนแฝก).  “ข้าวสาลี”.  หน้า 60-61.
  3. กรีนไฮเปอร์มาร์ท สารานุกรมผลิตผลและผลิตภัณฑ์จากพืชในซุปเปอร์มาร์เก็ต, คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  “ข้าวสาลี”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.sc.mahidol.ac.th/wiki/.  [05 ก.ย. 2014].
  4. โครงการสารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน โดยพระราชประสงค์ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว.  “ประโยชน์ของข้าวสาลี”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : kanchanapisek.or.th/kp6/.  [05 ก.ย. 2014].
  5. สำนักวิจัยและพัฒนาข้าว ศูนย์วิจัยข้าวสะเมิง.  (ธีรา มูลศรี นักวิชาการเกษตรชำนาญการพิเศษ).  “ข้าวสาลีไทย : อาหารเพื่อสุขภาพ”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : smg.brrd.in.th.  [05 ก.ย. 2014].
  6. สำนักงานข้อมูลสมุนไพร คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล.  (กนกพร อะทะวงษา).  “น้ำวีทกราส… น้ำคั้นจากต้นอ่อนข้าวสาลี”.  [ออนไลน์].  เข้าถึงได้จาก : www.medplant.mahidol.ac.th.  [05 ก.ย. 2014].
  7. นิตยสารชีวจิตฉบับที่ 348.  “จมูกข้าวสาลีลดน้ำตาล ลดอ้วน ชะลอวัย”.

ภาพประกอบ : www.flickr.com (by Anna_KKK, Joaquín Ramírez, –Tico–, firoze shakir photographerno1, wicstun_tomo, jt huang, Vilseskogen, twacar)

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (MedThai)

แสดงความคิดเห็น
เรื่องที่น่าสนใจ