การตั้งครรภ์#

การตั้งครรภ์ (Pregnancy) คือ ภาวะที่เกิดจากการปฏิสนธิระหว่างไข่กับอสุจิ แล้วได้ตัวอ่อนเกิดขึ้นมา ในการตั้งครรภ์ปกติ ตัวอ่อนจะไปฝังอยู่ที่เยื่อบุโพรงมดลูก และตัวอ่อนที่มีเพียงเซลล์เดียวจะแบ่งตัวและพัฒนาเป็นอวัยวะต่าง ๆ จนเจริญเติบโตเป็นทารก ซึ่งผู้หญิงโดยทั่วไปที่มีประจำเดือนปกติและมาสม่ำเสมอทุก ๆ 28-30 วัน จะมีอายุครรภ์ประมาณ 40 สัปดาห์ หรือประมาณ 280 วัน นับจากวันแรกของการมีประจำเดือนครั้งล่าสุด

คุณแม่มีลูกได้อย่างไร#

ฮอร์โมนที่เป็นตัวกำหนดให้เกิดวงจรการตกไข่ของคุณแม่ ได้แก่ ฮอร์โมนเอสโตรเจน, โปรเจสเตอโรน, แอลเอช (LH – Luteinozing Hormone) และเอฟเอสเอช (FSH – Follicle Stimulating Hormone) โดยฮอร์โมนทั้ง 4 ชนิดนี้จะคอยควบคุมการตกไข่ ฮอร์โมน FSH จะทำหน้าที่สร้างไข่และทำให้ไข่เติบโตพร้อมกันประมาณ 15-20 ฟอง จากนั้นฮอร์โมนเอสโตรเจนและ LH จะช่วยกันคัดเลือกไข่ที่สมบูรณ์เพียงฟองเดียว และเร่งให้ไข่ตกในช่วงประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน ไข่ฟองนี้จะทำหน้าที่สร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่จะช่วยในการดูแลตัวอ่อนต่อไป เมื่อมีการตั้งครรภ์แล้ว ระดับฮอร์โมนในตัวคุณแม่จะเปลี่ยนแปลงไป รกจะเป็นตัวหลักในการสร้างฮอร์โมน ฮอร์โมนตัวสำคัญที่รกสร้างขึ้นจะมีชื่อย่อว่า HCG ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้คุณแม่มีอาการแพ้ท้อง และทำให้ฮอร์โมนเอสโตรเจนกับโปรเจสเตอโรนสูงขึ้นด้วย ซึ่งฮอร์โมนเหล่านี้จะทำให้ผู้หญิงคนหนึ่งกลายเป็นคุณแม่ได้อย่างเต็มตัว

สำหรับระบบสืบพันธุ์ของคุณแม่นั้น อวัยวะสืบพันธุ์ของคุณแม่จะอยู่ภายในร่างกายเกือบทั้งหมด ยกเว้นหัวหน่าว แคมใหญ่ แคมเล็กที่เรียกโดยรวมว่า “ปากช่องคลอด” ที่อยู่ภายนอก สิ่งสำคัญที่ทำให้ตั้งครรภ์ได้นั้นคือ “ไข่” ซึ่งไข่ใบนี้นี่แหละที่สามารถสร้างชีวิตน้อย ๆ ให้เติบโตเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ และไข่ทั้งหมดจะเก็บสะสมอยู่ในรังไข่ทั้งสองข้าง ซึ่งมีติดตัวมาตั้งแต่ยังเป็นทารกในครรภ์แล้วครับ เพราะเมื่อคุณแม่มีอายุครรภ์ 5 เดือน ทารกเพศหญิงจะมีไข่เก็บไว้สูงถึง 6-7 ล้านฟอง และจะค่อย ๆ สลายตัวไปเหลือเพียง 2 ล้านฟองเมื่อแรกเกิด จากนั้นจะลดลงเรื่อย ๆ จนเข้าสู่วัยสาวจะอยู่ที่ประมาณ 2-5 แสนฟอง แต่จะมีไข่ที่มีผลทำให้ตั้งครรภ์ได้เพียง 400-500 ฟองเท่านั้น เพราะการตกไข่แต่ละครั้งจะมีไข่เพียงฟองเดียวที่สมบูรณ์เท่านั้นที่พร้อมจะให้อสุจิเข้ามาผสม (ขนาดของไข่ที่เติบโตสมบูรณ์ คือ 0.133 มม.)

ซึ่งแน่นอนครับว่าจะต้องมีแหล่งที่คอยผลิตไข่เป็นประจำทุกเดือน โดย “รังไข่” (Ovaries) นั้นจะอยู่บริเวณช่องท้องส่วนล่าง ตรงส่วนปลายบนของปากมดลูกทั้งซ้ายและขวา ส่วนบริเวณที่อยู่ใกล้กับรังไข่จะเป็น “ปลายหลอดมดลูก” (Fimbriae) ซึ่งจะมีลักษณะคล้ายนิ้วมือแผ่คลุมเอาไว้ เพื่อช่วยเชื่อมระหว่างรังไข่กับท่อนำไข่ (Fallopian Tube) เมื่อไข่สุกจะเคลื่อนตัวผ่านท่อนำไข่ แล้วจะค่อย ๆ เจริญเติบโตเข้าไปฝังตัวอยู่ในมดลูก (Uterus or Womb) ซึ่งภายในจะกลวงเป็นโพรง ตอนปลายแคบและชี้ลงด้านล่าง มีลักษณะโดยรวมคล้าย ๆ กับลูกแพร์ขนาดเท่าลูกชมพู่ ส่วนบริเวณปากทางเข้ามดลูกจะเรียกว่า “คอมดลูก” (Cervix) และถัดมาคือ “ช่องคลอด” (Vagina) ที่มีความยาวประมาณ 8 เซนติเมตร โดยช่องคลอดจะมีลักษณะแบนเรียบ สามารถขยายตัวได้ในระหว่างที่มีเพศสัมพันธ์หรือในขณะคลอดลูกออกมา ซึ่งจะอยู่ระหว่างกระเพาะปัสสาวะและลำไส้ตรง สำหรับด้านหน้าของช่องคลอดจะมีลักษณะเป็นกลีบเนื้อพับตัวอยู่คู่กัน ที่เรียกว่า “แคม” (Labia) ซึ่งมีหน้าที่ป้องกันอวัยวะต่าง ๆ ที่อยู่ภายใน และตรงรอยต่อด้านบนของแคมเล็กจะมีปุ่มกล้ามเนื้อเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “ปุ่มกระสัน” (Clitoris) ซึ่งจะขยายตัวใหญ่ขึ้นเมื่อเกิดอารมณ์ทางเพศ

ระบบสืบพันธุ์ของสตรี

ในกระบวนการสร้างไข่นั้น ฟองไข่จะเจริญเติบโตอยู่ภายในรังไข่ เริ่มตั้งแต่ประมาณวันที่ 5 ของรอบเดือน นับจากวันแรกที่ประจำเดือนมา ไข่ภายในถุงรังไข่ (Ovarian Follicle) จะค่อย ๆ เติบโต และต่อมาจะมีไข่ประมาณ 15-20 ฟองเกิดขึ้นพร้อมกัน แล้วทั้งหมดจะช่วยกันสร้างฮอร์โมนเพื่อช่วยให้ไข่ใบเดียวเกิดความสมบูรณ์และสุกเต็มที่ แล้วจะตกไข่ในช่วงประมาณวันที่ 14 ของรอบเดือน ในระหว่างที่ไข่ตก ถุงรังไข่ซึ่งอยู่ตรงผิวหน้าของไข่จะค่อย ๆ พองออกเล็กน้อย เมื่อขยายได้ขนาดประมาณ 2 เซนติเมตรก็จะฉีกขาด และปล่อยให้ไข่หลุดออกมา ซึ่งเราจะเรียกขั้นตอนนี้ว่า “การตกไข่” (Ovulation) ส่วนของถุงรังไข่ที่เหลือจะสลายตัวเป็นก้อนสีเหลืองเล็ก ๆ ที่เรียกว่า “วัตถุสีเหลืองในรังไข่” (Corpus Luteum) มีหน้าที่สร้างฮอร์โมนโปรเจสเตอโรน ถ้าในช่วงนี้มีไข่ผสมกับอสุจิ ฮอร์โมนตัวนี้ก็จะช่วยฟูมฟักไข่ ช่วยเตรียมเยื่อบุโพรงมดลูกให้สมบูรณ์และเหมาะสำหรับการฝังตัวของตัวอ่อน ทำให้อุณหภูมิภายในร่างกายอุ่นขึ้น คุณแม่จึงรู้สึกมีอาการอ่อนเพลีย แต่ถ้าไข่ตกแล้ว ยังไม่ได้รับการปฏิสนธิ ระดับฮอร์โมนก็จะลดลง และเกิดการหลุดลอกของเยื่อบุโพรงมดลูกออกมาเป็นประจำเดือนในช่วง 14 วันหลังจากไข่ตก

หลังจากไข่ตก ไข่ที่สุกแล้วจะเคลื่อนตัวไปยังท่อนำไขทันที แต่ยังไม่สามารถปฏิสนธิได้ ต้องใช้เวลาระยะหนึ่งเดินทางไปถึงบริเวณท่อนำไข่ ซึ่งการปฏิสนธิจะเกิดขึ้นในบริเวณนี้ครับ และไข่ยังสามารถเดินทางเข้าสู่ท่อนำไข่ข้างเดียวกัน ผ่านโพรงมดลูกไปยังท่อนำไข่อีกข้างหนึ่งได้ แต่อย่างไรก็ตาม ไข่จะไม่สามารถเคลื่อนตัวไปได้หากไม่มีการหดรัดตัวของกล้ามเนื้อท่อนำไข่ และการหดรัดตัวนี้จะบีบตัวให้ไข่เคลื่อนตัวเป็นจังหวะ ๆ (ไม่ใช่เคลื่อนไปเรื่อย ๆ) ซึ่งจะใช้เวลาเดินทางประมาณ 6 วันก่อนจะฝังตัวที่โพรงมดลูก

คุณพ่อมีลูกได้อย่างไร#

ฮอร์โมนเทสโทสเตอโรน (Testosterone) เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยกระตุ้นการสร้างอสุจิ ทุกครั้งที่มีการหลั่งน้ำเชื้อก็จะมีการสร้างอสุจิด้วย คุณพ่อจึงสามารถหลั่งน้ำเชื้อและสร้างอสุจิได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต และจะลดลงเมื่อมีอายุเกิน 40 ปี แต่การหลั่งอสุจิบ่อย ๆ ก็ทำให้มีการสร้างตัวอสุจิน้อยลงตามไปด้วย ซึ่งหมายความว่า ความสามารถในการมีลูกของคุณพ่อก็จะลดลงตามไปด้วยนั่นเอง

อวัยวะสืบพันธุ์บางส่วนจะอยู่ภายนอกร่างกาย และส่วนที่เหลือจะอยู่ภายในช่องท้อง โดยส่วนสำคัญที่อยู่ภายนอกคือ “ลูกอัณฑะ” ซึ่งจะมีลักษณะลูกกลม ๆ เล็ก ๆ อยู่ในถุงอัณฑะ และมีองคชาตที่มีลักษณะเป็นท่อหรือหลอดอยู่เหนือลูกอัณฑะ ในท่อที่อยู่เหนือลูกอัณฑะแต่ละข้างจะมีท่อเล็ก ๆ ขดไปมาที่เรียกว่า “ถุงสร้างน้ำเชื้อ” (Seminiferous Tubules) ซึ่งอสุจิจะมีการผลิตอยู่ภายในท่อนี้ จากนั้นจะถูกลำเลียงมาตาม “กระเปาะอสุจิ” (Epididymis) เข้าสู่ “ท่อส่งตัวอสุจิ” (Vas Deferens) ซึ่งในวันหนึ่ง ๆ อัณฑะจะมีการผลิตอสุจิออกมานับร้อยล้านตัว อสุจิจะถูกส่งจากลูกอัณฑะมาตามท่อส่งตัวอสุจิที่ทอดตัวคดเคี้ยวไปตามส่วนต่าง ๆ ของระบบปัสสาวะ จากนั้นจะผสมกับของเหลวที่ผลิตมาจากต่อมลูกหมาก กลายเป็นของเหลวขุ่นข้นคล้ายนม ที่เราเรียกว่า “น้ำเชื้ออสุจิ” (Semen) ซึ่งจะถูกกักเก็บเอาไว้ใน “ถุงเก็บน้ำเชื้ออสุจิ” (Seminal Vesicles) เมื่อคุณพ่อมีเพศสัมพันธ์จนถึงจุดสุดยอด ถุงน้ำเชื้อก็จะสูบฉีดน้ำเชื้อให้ไหลไปตามท่อขององคชาต แล้วหลั่งน้ำเชื้อออกมาภายนอก

การตั้งครรภ์คือ

ปริมาณน้ำอสุจิในการหลั่งแต่ละครั้งจะมีปริมาตรเฉลี่ย 3-3.5 มล. และมีอสุจิที่สมบูรณ์อยู่ประมาณ 60-150 ล้านตัว (คิดเป็นประมาณ 75-80% นอกนั้นจะเป็นอสุจิที่ผิดปกติ) แต่จะมีอสุจิที่สมบูรณ์เพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะสามารถผสมกับไข่ได้ โดยน้ำอสุจิที่หลั่งออกมาจะมีลักษณะเหลวหนืด และเอนไซม์ที่สร้างจากต่อมลูกหมากจะช่วยละลายให้ได้ภายใน 30 นาที เมื่อหลั่งน้ำอสุจิแล้ว ตัวอสุจินับร้อยล้านตัวจะพากันแหวกว่ายเข้าไปในช่องคลอด และภายใน 90 วินาที จะมีอสุจิไปจ่ออยู่ที่ปากมดลูกแล้ว อสุจิจะต้องเร่งรีบทำเวลาเพื่อไปพบไข่ให้ได้ หากพลาดโอกาสนี้นั่นหมายความว่า “ความเป็นไปได้ในการปฏิสนธิจะน้อยลงตามไปด้วย” ส่วนการหดรัดตัวของมดลูกเองก็มีส่วนเร่งให้ตัวอสุจิเคลื่อนไปยังบริเวณท่อนำไข่ได้เร็วขึ้นด้วย ซึ่งจะรวมเวลาในการเดินทางโดยเฉลี่ยประมาณ 4-6 ชั่วโมง (แม้การหดรัดตัวของมดลูกจะช่วยให้ตัวอสุจิเดินทางได้เร็วขึ้น แต่อุปสรรคเกี่ยวกับสภาพความเป็นกรดในช่องคลอดก็ยังเป็นตัวกีดกันไม่ให้อสุจิมีชีวิตอยู่รอดได้ จึงทำให้มีตัวอสุจิเหลือเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้นที่รอดชีวิตและเดินทางไปถึงไข่จริง ๆ ซึ่งคาดว่ามีเพียงไม่ถึง 200 ตัวเท่านั้น) และเมื่อมาถึงด่านสุดท้าย คือ การพบไข่ของอสุจิ อสุจิที่เหลือรอดมาจะต้องแข่งขันกันเอง และจะเหลือตัวอสุจิที่เข้มแข็งที่สุดเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะเจาะผ่านไข่เข้าไปได้ ต่อจากนั้นไข่ก็จะห่อหุ้มป้องกันไม่ให้อสุจิตัวอื่นเข้าไปผสมซ้ำ

อสุจิช่วยเลือกเพศของลูกได้อย่างไร ?

ตามที่เราทราบกันดีว่าคุณแม่จะมีโครโมโซมเพศเป็น XX ส่วนคุณพ่อจะมีโครโมโซมเพศเป็น XY ถ้าอสุจิของคุณพ่อตัวที่เจาะไข่เป็นตัว X ก็จะได้ลูกสาว แต่ถ้าเป็นตัว Y เจาะไข่ก็จะได้ลูกชาย ดังนั้นการจะได้ลูกสาวหรือลูกชายนั้นจึงขึ้นอยู่กับอสุจิของคุณพ่อโดยตรง นอกจากนี้ยังขึ้นอยู่กับสภาพกรดด่างภายในช่องคลอดกับคุณสมบัติของอสุจิด้วย คือ อสุจิตัว X จะตัวใหญ่กว่า จึงวิ่งได้ช้ากว่า แต่จะมีความทนทานกว่าอสุจิตัว Y และชอบสภาพความเป็นกรด ส่วนอสุจิตัว Y จะชอบสภาพความเป็นด่างมากกว่า ซึ่งเราพอจะกำหนดเพศลูกได้อย่างคร่าว ๆ คือ

  • จังหวะ : ถ้าอยากได้ลูกชายให้ร่วมเพศวันที่ตกไข่พอดี เนื่องจากอสุจิตัว Y จะวิ่งได้เร็วกว่าและจะเข้าไปเจาะไข่ได้ก่อน แต่ถ้าอยากได้ลูกสาว ให้ร่วมเพศก่อนวันตกไข่ประมาณ 2-3 วัน เพราะพอถึงจังหวะที่ไข่ตก อสุจิตัว X จะคงทนต่อสภาพความเป็นด่างซึ่งมีปริมาณมากกว่าได้
  • ความถี่ : การร่วมเพศบ่อย ๆ จะทำให้อสุจิตัว Y มีจำนวนลดลง จึงมักจะได้ลูกสาว แต่ถ้าร่วมเพศน้อยครั้งลง ปริมาณของอสุจิตัว Y ก็จะเพิ่มขึ้น ทำให้มีโอกาสได้ลูกชายมากขึ้น
เพศของลูกในครรภ์

การปฏิสนธิ#

หลังจากตกไข่ในช่วง 12-14 ชั่วโมง หากคุณพ่อหลั่งน้ำเชื้อปล่อยให้อสุจิแหวกว่ายเข้าไปในช่องคลอด อสุจิจะมีเวลาเพียง 48 ชั่วโมงในการปฏิสนธิ ถ้าปล่อยให้โอกาสผ่านไป แม้ตัวอสุจิยังเคลื่อนไหวได้อยู่ แต่ก็ไม่สามารถปฏิสนธิได้แล้ว เมื่ออสุจิเข้าไปผสมกับไข่ได้แล้ว จะถือว่ามีการปฏิสนธิเกิดขึ้นแล้ว ชีวิตใหม่ของมนุษย์ก็จะเริ่มต้นจากจุดนี้

โดยภายนอกของไข่จะประกอบไปด้วยเซลล์หลายชั้น (Cumulus Oophorus) ซ้อนกันอยู่ อสุจิหลายตัวอาจเจาะผ่านเข้าไปได้ บริเวณภายในจะเรียกว่า “เขตโปร่งใส” (Zona Pellucida) ที่มีเซลล์บาง ๆ และชั้นของเนื้อเยื่อชนิดหนึ่งห่อหุ้มอยู่ ซึ่งเขตนี้เป็นเขตหวงห้าม ที่จะมีอสุจิเพียงตัวเดียวเท่านั้นที่จะทะลุเข้าไปผสมกับไข่ได้ เมื่ออสุจิแหวกว่ายเข้าไปถึงไข่ ส่วนหัวจะมีเอนไซม์ชนิดหนึ่งที่มีฤทธิ์ย่อยสลายเยื่อหุ้มของไข่ เมื่ออสุจิแทรกตัวเข้าไปแล้ว ส่วนของหางที่เป็นเยื่อหุ้มจะเชื่อมเป็นเนื้อเดียวกับเยื่อหุ้มไข่ ในตอนนี้หัวอสุจิที่บรรจุข้อมูลทางพันธุกรรมหรือโครโมโซม 23 แท่ง จะจับคู่เข้าหาโครโมโซมของไข่อีก 23 แท่ง รวมเป็น 46 แท่ง นับแต่บัดนี้ไข่และอสุจิจะกลายเป็นเซลล์เดียวกัน แล้วจะมีการแบ่งตัวทวีคูณอย่างรวดเร็วเกิดเป็นตัวอ่อนจนกระทั่งเจริญเติบโตเป็นทารกในที่สุด

การปฏิสนธิ

ในระยะแรกของการตั้งครรภ์ ตัวอ่อนยังต้องอาศัยฮอร์โมน HCG ในการช่วยฟูมฟักเลี้ยงดู เมื่อตัวอ่อนโตเกินกว่า 4 เดือนแล้วก็จะเริ่มมีการสร้างรก (Placenta) ซึ่งมีลักษณะคล้ายกับฟองน้ำขนาดใหญ่ที่พัฒนามาจากเนื้อเยื่อของทารก โดยมีสายสะดือประกอบด้วยหลอดเลือดอยู่ภายใน สายนี้จะช่วยเชื่อมต่อระหว่างรกกับระบบต่าง ๆ ของคุณแม่ เพื่อฝากชีวิตไว้และคอยป้องกันอันตราย และนับวันรกจะยิ่งเติบโตขึ้นจนฝังตัวเข้ากับผนังมดลูกอย่างเหนียวแน่น ส่วนที่ยื่นออกมาจะมีลักษณะคล้ายกับนิ้วมือที่จะแตกแขนงคล้ายรากแล้วหยั่งลึกลงไปในผนังมดลูก เส้นทางนี้เองจะช่วยลำเลียงอากาศ เลือด และสารอาหารในระบบเลือดของคุณแม่ไปบำรุงลูกน้อยให้โตวันโตคืนในขณะที่คุณแม่กำลังตั้งครรภ์

หลังจากการปฏิสนธิ เซลล์จะแบ่งตามกลไกธรรมชาติที่จัดสรรไว้อย่างลงตัว บริเวณเยื่อบุโพรงมดลูกที่ตัวอ่อนฝังตัวจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงให้หนาและนุ่มขึ้นเพื่อเตรียมรับตัวอ่อน นอกจากนี้ยังยืดขยายได้เมื่อตัวอ่อนโตขึ้น รวมทั้งมูกบริเวณปากมดลูกก็จะเหนียวข้นขึ้นด้วย เพื่อคอยปิดทางเข้าไว้ไม่ให้เชื้อโรคผ่านเข้ามาทำอันตรายได้ เมื่อ 4 สัปดาห์ ตัวอ่อนจะเติบโตไปพร้อมกับการเกิดรกที่เป็นแหล่งหล่อเลี้ยงชีวิต อย่างไรก็ตาม “แม้ว่าไข่จะได้รับการปฏิสนธิแล้ว แต่ไม่ผ่านขั้นตอนการคัดเลือกตามธรรมชาติ คือ ตัวอ่อนไม่สมบูรณ์หรืออ่อนแอมาก ก็จะทำให้เกิดการแท้งออกมา” คุณแม่ที่เกิดการแท้งก็ไม่ต้องเสียใจว่ามีลูกไม่ได้ แต่ควรทราบไว้ว่านั่นเป็นเพราะกลไกธรรมชาติที่ต้องการให้ตัวอ่อนมีคุณภาพดี มีความปกติ และสมบูรณ์ที่สุดสำหรับการสืบต่อเผ่าพันธุ์นั่นเอง

ลูกแฝดเกิดขึ้นได้อย่างไร#

ปกติแล้วในแต่ละรอบเดือนจะมีการตกไข่เพียง 1 ฟองเท่านั้น แต่คุณแม่บางคนอาจตกไข่ครั้งหนึ่งได้ถึง 2 ฟอง เมื่อมีการปฏิสนธิ ไข่ 2 ฟองนี้ก็จะได้รับการผสมจากอสุจิคนละตัว คุณแม่ก็จะได้ลูกแฝดไม่เหมือนและอาจเป็นคนละเพศ แต่ถ้าไข่และอสุจิเพียงคู่เดียวมีการปฏิสนธิกันแล้วเกิดเหตุบังเอิญให้แบ่งออกเป็น 2 คุณแม่ก็จะให้กำเนิดลูกฝาแฝดที่มีโครโมโซมชุดเดียวกัน จึงทำให้แฝดคู่นี้มีเพศเดียวกัน รูปร่างหน้าตาเหมือนกัน และมีเลือดกรุ๊ปเดียวกัน

อาการที่บ่งบอกว่ากำลังตั้งครรภ์#

คุณแม่ส่วนใหญ่เมื่อสังเกตได้ว่าประจำเดือนไม่มา ประกอบกับมีอาการวิงเวียนศีรษะ คลื่นไส้ อาเจียน ก็อาจคิดว่าตัวเองตั้งครรภ์ แต่บางคนนั้นกลับไม่ใช่เลย เพราะอาจมีอาการบางอย่างเกิดขึ้นเพียงชั่วคราวแล้วกลับสู่สภาพปกติ เพื่อความมั่นใจคุณแม่ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจครรภ์ อย่างไรก็ตาม การตั้งครรภ์จะต้องมีอาการเตือนหลายอย่าง และมีการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นชัดเจนทั้งร่างกายและจิตใจ เนื่องจากเป็นกลไกตามธรรมชาติ

  • ประจำเดือนขาด คุณแม่ที่มีรอบเดือนปกติและสม่ำเสมอ เมื่อจู่ ๆ ก็ขาดหายไปเกินกว่า 10 วัน ควรสงสัยไว้ก่อนว่าตนเองกำลังตั้งครรภ์ แต่อาการนี้อาจไม่ใช่การตั้งครรภ์ได้เสมอไป เพราะหากเป็นหญิงที่เพิ่งมีประจำเดือน หญิงวัยกำลังหมดประจำเดือน คุณแม่หลังคลอดที่กำลังให้นมบุตร และคุณแม่ที่มีความเครียดมากจนทำให้ไข่ไม่ตก ซึ่งเป็นกลุ่มที่มีรอบเดือนไม่แน่นอน และผู้ที่ใช้ยาคุมกำเนิดแบบฮอร์โมนทุกชนิด ประจำเดือนก็อาจขาดหายไปได้ครับ
  • มีอาการแพ้ท้อง ซึ่งเป็นอาการที่พบได้บ่อยที่สุด ซึ่งจะปรากฏในช่วงตั้งครรภ์ได้ประมาณ 6 สัปดาห์ และอาจกินเวลาต่อไปนานถึง 12 สัปดาห์ เพราะฮอร์โมนที่ผลิตขึ้นจากการตั้งครรภ์ไปรบกวนระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้หรือรู้สึกพะอืดพะอมและอาเจียนออกมา คุณแม่ที่มีอาการรุนแรงมากจะรับประทานอาหารอะไรไม่ได้เลย และอาจต้องนอนให้น้ำเกลือทดแทน โดยอาการแพ้นั้นคุณแม่มักจะมีอาการแพ้หลังตื่นนอนตอนเช้า (หรือมีอาการมากในช่วงเช้า) แต่บางคนก็แพ้ได้ตลอดทั้งวัน โดยเฉพาะเวลาท้องว่าง และอาจทำให้เป็นลมเนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดต่ำ หลายคนเป็นมากจนน้ำหนักตัวลด ส่วนคุณแม่บางคนก็อาจมีอาการเหม็นกลิ่นกระเทียมหรือน้ำหอมที่คุ้นเคย หรือบางทีรู้สึกเหม็นกลิ่นคุณพ่อด้วยก็ได้ นอกจากนี้คุณแม่ยังอาจอยากกินอาหารแปลก ๆ แต่บางรายก็กินอะไรไม่ลงเลยก็มี เนื่องจากฮอร์โมนที่เพิ่มขึ้นในช่วงตั้งครรภ์อ่อน ๆ ทำให้ไม่ค่อยรับรู้รสชาตินั่นเอง
  • มีอาการอ่อนเพลีย รู้สึกเหน็ดเหนื่อย อยากนอนหลับตลอดเวลา เนื่องจากฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่สูงขึ้นมีผลทำให้กล้ามเนื้อในร่างกายคลายตัวเหมือนยากล่อมประสาท ภายในร่างกายมีการเผาไหม้อาหารสำหรับทารกตัวน้อยมากขึ้น ทำให้ร่างกายมีอุณหภูมิสูงและสูญเสียพลังงานมากขึ้น ถ้าคุณแม่ได้พักผ่อนก็จะสบายขึ้น
  • มีอารมณ์แปรปรวน อาจปวดศีรษะบ่อยขึ้น แต่ไม่รุนแรงมากนัก
  • การเปลี่ยนแปลงของเต้านม เต้านมจะเริ่มคัดตึง ขยายใหญ่ขึ้น หัวนมมีสีคล้ำลง รู้สึกเจ็บเต้านมและหัวนม ไวต่อการสัมผัส บริเวณลานหัวนมจะกว้างขึ้นและมีเส้นเลือดดำสีเขียว ๆ กระจายอยู่โดยรอบ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงนี้จะเห็นได้อย่างชัดเจนในคุณแม่ครรภ์แรกมากกว่าครรภ์หลัง
  • สีของเยื่อบุช่องคลอด คุณแม่อาจรู้สึกว่าอวัยวะภายในอุ้งเชิงกรานบวมน้ำ เยื่อบุช่องคลอดคล้ำขึ้นเป็นสีม่วงแดงหรือสีน้ำเงิน แต่บางครั้งอาจเกิดจากการอักเสบของอวัยวะในช่องคลอดก็ได้
  • ปัสสาวะบ่อย ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่จะปวดปัสสาวะบ่อย เนื่องจากมดลูกมีขนาดใหญ่ขึ้นจึงเบียดกับกระเพาะปัสสาวะ เมื่อมดลูกโตเข้าสู่ช่องท้อง การกดทับกระเพาะปัสสาวะจะลดลง ทำให้ปัสสาวะกลับสู่ภาวะปกติอีกครั้ง
  • รู้สึกเด็กดิ้น เมื่อมีอายุครรภ์ประมาณ 4-5 เดือน คุณแม่อาจรู้สึกได้ว่าเจ้าตัวน้อยกำลังเคลื่อนไหวเบา ๆ อยู่ในท้องได้ (คุณแม่ครรภ์แรกจะมีความรู้สึกนี้ช้ากว่าคุณแม่ครรภ์หลัง)

ทดสอบการตั้งครรภ์อย่างไรให้แน่ใจ#

เมื่อสงสัยว่ากำลังตั้งครรภ์ คุณแม่สามารถทดสอบการตั้งครรภ์ด้วยตัวเองได้ ซึ่งจะมีชุดทดสอบการตั้งครรภ์จำหน่ายอยู่ทั่วไป ถ้าคุณแม่รู้ว่าตั้งครรภ์ก็ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อฝากครรภ์ ประเมินอายุครรภ์ที่แน่นอน ประเมินภาวะเสี่ยงในการตั้งครรภ์ และตรวจเลือดเพื่อดูว่ามีการติดเชื้อทางเพศสัมพันธ์หรือไม่ รวมถึงการตรวจคัดกรองโรคธาลัสซีเมียด้วย เพื่อเป็นการดูแลทารกตั้งแต่อยู่ในครรภ์

  • ชุดตรวจปัสสาวะ จะเป็นการตรวจหาฮอร์โมน HCG ในปัสสาวะ มีความแม่นยำร้อยละ 90 ในรายที่มีการขาดประจำเดือนตั้งแต่ 10-14 วันขึ้นไป
  • ตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรือตรวจอัลตราซาวนด์ เป็นอีกวิธีการตรวจที่จะช่วยยืนยันได้ว่าการตั้งครรภ์ภายในโพรงมดลูกเป็นไปอย่างปกติ หากตรวจปัสสาวะแล้วได้ผลบวก การตรวจอัลตราซาวนด์อีกครั้งก็จะช่วยรับรองผลได้ดี
  • ตรวจการเต้นของหัวใจทารก ในกรณีที่คุณแม่มีอายุครรภ์ประมาณ 17-19 สัปดาห์ แพทย์สามารถใช้หูฟังฟังเสียงเต้นของหัวใจทารกได้ แต่วิธีนี้จะเป็นการตรวจหลังการตรวจยืนยันว่าตั้งครรภ์แล้วจริง ๆ
  • ตรวจเลือด จะเป็นการตรวจเพื่อหาระดับฮอร์โมน HCG โดยจะตรวจพบได้ตั้งแต่ 2 สัปดาห์หลังการปฏิสนธิ แต่วิธีนี้มีค่าใช้จ่ายสูงและทำได้เฉพาะในโรงพยาบาลใหญ่ ๆ จึงไม่เป็นที่นิยมมากนัก แต่วิธีนี้จะนิยมใช้เฉพาะในกรณีของคุณแม่ที่กำลังรักษาภาวะการมีบุตรยาก หรือในรายที่คุณแม่มีประวัติการแท้งบุตรบ่อย ๆ เพื่อเป็นข้อมูลในการพิจารณาให้ฮอร์โมนเสริมเพื่อป้องกันการแท้งบุตร

กำหนดวันคลอด#

ตลอดอายุการตั้งครรภ์จนถึงวันคลอดนับดูแล้วจะประมาณ 280 วัน หรือประมาณ 40 สัปดาห์ นับจากวันแรกที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้าย ดังนั้นจึงมีสูตรคำนวณวันคลอดกันอย่างง่าย ๆ โดยนับจากวันแรกของรอบเดือนครั้งสุดท้าย แล้วนับย้อนเดือนที่มีประจำเดือนขึ้นไป 3 เดือน แล้วบวก 7 แต่การนับวันคลอดด้วยวิธีนี้จะได้ผลแม่นยำมากในกรณีที่คุณแม่จำวันที่ประจำเดือนมาครั้งสุดท้ายได้ และหากคุณแม่มีรอบเดือนมาสม่ำเสมอทุก ๆ 28-30 วัน คุณแม่ส่วนใหญ่ก็มักจะคลอดก่อนวันที่กำหนดไว้ประมาณ 1 สัปดาห์

ตัวอย่าง : สมมติว่าวันแรกที่มีประจำเดือนครั้งสุดท้ายคือวันที่ 1 มกราคม 2558 กำหนดวันคลอดของคุณแม่จะตรงกับวันที่ 8 ตุลาคม 2558 ซึ่งได้มาจากการนำ 1 ไปบวกกับ 7 แล้วนับถอยหลังจากเดือนมกราคมไปอีก 3 เดือน คือ ธันวาคม พฤศจิกายน และตุลาคม แต่คุณแม่ส่วนใหญ่ที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอในทุก ๆ 28-30 วัน จะมักคลอดก่อนกำหนดประมาณ 1 สัปดาห์ ซึ่งก็จะตรงกับวันที่ 1 ตุลาคม 2558 (โดยประมาณ) เพราะมีคุณแม่เพียง 5-6% เท่านั้นที่จะให้กำเนิดลูกได้ตรงกับกำหนดวันคลอดพอดี

ระยะเวลาการตั้งครรภ์

การตั้งครรภ์มีกี่ระยะ#

ในทางการแพทย์นั้นการตั้งครรภ์จะแบ่งออกเป็น 3 ระยะด้วยกัน คือ

  • ระยะที่มีการตั้งครรภ์ ในช่วง 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ คุณแม่อาจมีอาการคลื่นไส้ วิงเวียนศีรษะ ฯลฯ ซึ่งส่วนใหญ่อาการจะเริ่มดีขึ้นเมื่อผ่านช่วงนี้ไปแล้ว นอกจากนี้คุณแม่ยังอาจมีอาการอ่อนเพลีย และมีอาการท้องผูกได้บ้างในบางราย เมื่ออายุครรภ์มากขึ้นประมาณ 20 สัปดาห์ คุณแม่จะเริ่มรู้สึกได้ถึงการดิ้นของทารกในครรภ์ ซึ่งคุณแม่ควรสังเกตการดิ้นของลูกทุกวันว่ายังมีชีวิตดีอยู่หรือไม่ ถ้าสงสัยว่าเด็กดิ้นผิดปกติ คือ ดิ้นน้อยลง หรือไม่ดิ้น ให้รีบไปพบแพทย์
  • ระยะการเจ็บท้องคลอด ซึ่งจะมีอาการต่าง ๆ ดังต่อไปนี้ ได้แก่ อาการเจ็บครรภ์คลอด ซึ่งจะมีลักษณะปวดทั่วท้องทั้งหมด โดยอาการปวดจะบีบและคลายเป็นพัก ๆ อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยประมาณ 10 นาทีต่อครั้ง และในบางรายอาจมีอาการปวดร้าวไปที่เอวร่วมด้วย, มีมูกปนเลือดออกทางช่องคลอด ซึ่งเป็นอาการที่แสดงว่าเริ่มมีการเปิดปากมดลูกและพร้อมที่จะคลอดแล้ว, มีน้ำเดิน คือจะมีน้ำใส ๆ ไหลออกมาทางช่องคลอด ซึ่งเกิดจากถุงน้ำคร่ำแตก
  • ระยะหลังคลอด ระยะนี้คุณแม่จะยังคงมีเลือดไหลออกทางช่องคลอดอยู่บ้าง (ปริมาณไม่มาก) หรือที่เรียกกันว่า “น้ำคาวปลา” ซึ่งในช่วงแรกนี้น้ำคาวปลาจะเป็นสีแดงสด จากนั้นจะค่อย ๆ จางลงเป็นสีน้ำตาล และเปลี่ยนเป็นสีใส ๆ แล้วจะหมดไปภายใน 2-4 สัปดาห์ แต่ถ้ามีความผิดปกติเกิดขึ้น เช่น เป็นเลือดสดตลอดเวลา มีกลิ่นเหม็นผิดปกติ หรือเมื่อผ่านระยะนี้ไปแล้วยังมีน้ำคาวปลาอยู่ ควรรีบไปพบแพทย์ เพราะคุณแม่อาจติดเชื้อในมดลูกหรือมีรกค้างอยู่ได้ นอกจากนี้คุณแม่จะยังมีอาการปวดบริเวณท้องน้อย บีบเป็นพัก ๆ เพราะมดลูกกำลังหดตัวเข้าสู่อุ้งเชิงกราน ในส่วนของการขับปัสสาวะหลังคลอด 2-3 วันแรก ปริมาณปัสสาวะจะออกมากกว่าปกติ เนื่องจากร่างกายกำลังขับน้ำส่วนเกินที่เกิดจากการตั้งครรภ์ออกจากร่างกาย ภายหลังการคลอดบุตรคุณแม่อาจมีอาการผิดปกติทางด้านจิตใจได้ด้วย เช่น มีอาการวิตกกังวล ซึมเศร้า ซึ่งมีสาเหตุมาจากความสับสนในบทบาทการเป็นแม่คน โดยอาการจะค่อย ๆ กลับมาเป็นปกติภายใน 2-3 สัปดาห์ แต่ถ้ายังเป็นเรื้อรังอยู่ก็ควรไปพบแพทย์ครับ

การดูแลตัวเองในขณะตั้งครรภ์#

  1. การรับประทาน หญิงตั้งครรภ์ควรได้รับประทานอาหารเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมประมาณ 300 กิโลแคลอรีต่อวัน ควรได้รับธาตุเหล็กเสริมในระหว่างการตั้งครรภ์ ซึ่งโดยทั่วไปเมื่อฝากครรภ์แล้ว แพทย์จะให้ธาตุเหล็กในรูปของยาเม็ดมารับประทาน โดยให้รับประทานวันละ 1 เม็ด ตลอดการตั้งครรภ์
  2. การออกกำลังกาย ถ้าไม่มีอาการเหนื่อยง่ายหรือเป็นการออกกำลังกายแบบรุนแรง หญิงตั้งครรภ์ก็สามารถออกกำลังกายได้ตามปกติ
  3. การเดินทาง หญิงตั้งครรภ์สามารถเดินทางได้ตามปกติ กรณีที่นั่งรถยนต์ก็ควรคาดเข็มขัดนิรภัยไว้เสมอ และควรมีโอกาสลุกเดินบ้างทุก ๆ 2-3 ชั่วโมง
  4. การทำงาน ในช่วงนี้ควรหลีกเลี่ยงการทำงานที่ต้องออกกำลังมาก ๆ ไม่ควรทำงานต่อเนื่องจนเหนื่อย ควรหาเวลาพักบ้างระหว่างวัน และหญิงตั้งครรภ์ที่เคยคลอดบุตรน้ำหนักน้อยมาก่อนควรจำกัดการทำงานไม่ให้มากเกินไป
  5. การขับถ่าย หญิงตั้งครรภ์มักมีโอกาสท้องผูกและเป็นริดสีดวงทวารหนักได้มากกว่าปกติ การดื่มน้ำให้มากพอ รับประทานอาหารที่มีเส้นใยอาหารมากขึ้นอย่างผักและผลไม้ และการออกกำลังบ้างพอสมควร จะช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการท้องผูกได้
  6. การสวมใส่เสื้อผ้า หญิงตั้งครรภ์ควรเลือกสวมใส่เสื้อผ้าที่เมื่อสวมแล้วรู้สึกสบาย ไม่รัดแน่นจนเกินไป
  7. การดูแลสุขภาพฟัน หญิงตั้งครรภ์ควรเข้ารับการตรวจสุขภาพฟันจากทันตแพทย์ หากมีปัญหาจะได้ทำการรักษาไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ
  8. ควรงดสูบบุหรี่ หญิงตั้งครรภ์รวมทั้งสามีควรงดการสูบบุหรี่ในระยะนี้ เนื่องจากบุหรี่จะมีผลต่อน้ำหนักตัวของทารกในครรภ์
  9. ควรงดดื่มแอลกอฮอล์ หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรดื่มสุราหรือแอลกอฮอล์ เนื่องจากจะทำให้เกิดภาวะทารกเจริญเติบโตได้ช้า ปัญญาอ่อน และมีรูปร่างพิการแต่กำเนิดได้
  10. การมีเพศสัมพันธ์ หญิงตั้งครรภ์สามารถมีเพศสัมพันธ์ได้ตามปกติ ยกเว้นในช่วงเดือนสุดท้ายของการตั้งครรภ์
  11. การใช้ยาเพื่อรักษาอาการเจ็บป่วย ในขณะตั้งครรภ์ หญิงตั้งครรภ์ไม่ควรซื้อยามารับประทานเอง เพราะยาบางชนิดมีผลทำให้ทารกพิการได้
  12. หญิงตั้งครรภ์ที่มีโรคประจำตัว รวมทั้งโรคธาลัสซีเมีย ควรรีบไปฝากครรภ์เพื่อประเมินความเสี่ยงในการตั้งครรภ์ว่าจะส่งผลต่อทารกในครรภ์หรือตัวคุณแม่หรือไม่

ครรภ์เสี่ยงสูงคืออะไร#

ครรภ์เสี่ยงสูง คือ ภาวะการตั้งครรภ์ที่อาจเกิดอันตรายต่อมารดาหรือต่อทารกในครรภ์ได้ เช่น การที่คุณแม่มีโรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไตเรื้อรัง โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ โรคมะเร็ง และโรคภูมิต้านตนเอง ซึ่งการตั้งครรภ์อาจจะส่งผลให้โรคของคุณแม่ที่เป็นอยู่แย่ลง หรืออาจส่งผลอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้ โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดการตั้งครรภ์มีความเสี่ยงสูงที่พบได้บ่อย ๆ ก็คือ คุณแม่มีโรคประจำตัวตามที่กล่าวมา, คุณแม่มีอายุน้อยกว่า 15 ปี หรือมีอายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป, คุณแม่มีน้ำหนักตัวเกินหรือผอมมากเกินไป, คุณแม่มีประวัติการตั้งครรภ์ผิดปกติมาก่อนหน้า เช่น การคลอดบุตรก่อนกำหนด หรือการแท้งบุตร

ผลข้างเคียงจากการตั้งครรภ์#

ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นได้จากการตั้งครรภ์มีหลายอย่าง เช่น มีอาการอ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดหลัง ท้องผูก เป็นริดสีดวงทวาร หลอดเลือดขาขอด มีอาการแสบในกระเพาะ มีตกขาว และเป็นตะคริว

จะรู้ได้อย่างไรว่าครรภ์อาจผิดปกติ#

หากมีอาการดังต่อไปนี้ คุณแม่ควรรีบมาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลโดยด่วน เช่น มีเลือดออกทางช่องคลอด, มีอาการบวมที่หน้า ขา เท้า หรือนิ้ว, ปวดศีรษะอย่างรุนแรงและต่อเนื่อง, ปวดท้อง อาเจียนอย่างต่อเนื่อง, มีไข้สูง หนาวสั่น ปัสสาวะขัด และมีน้ำไหลออกทางช่องคลอด, ทารกในครรภ์ดิ้นน้อยลงจากเดิมมาก, ตามองเห็นได้ไม่ชัด (อาการของภาวะครรภ์เป็นพิษ) เป็นต้น

เมื่อใกล้คลอดควรทำอย่างไร#

เมื่อมีอาการที่บ่งบอกว่ากำลังใกล้คลอด คือ เจ็บครรภ์สม่ำเสมอทุก ๆ 10 นาที มีมูกเลือดออกทางช่องคลอด หรือมีน้ำใส ๆ ไหลออกทางช่องคลอดคล้ายปัสสาวะแต่กลั้นไม่ได้ ควรรีบพาคุณแม่ไปโรงพยาบาล

สามารถตั้งครรภ์ได้อีกเมื่อไหร่#

ในการตั้งครรภ์ถัดไปนั้น คุณแม่ควรเว้นระยะห่างจากการตั้งครรภ์แรกอย่างน้อย 1 ปี ทั้งนี้เพื่อให้คุณแม่ได้มีโอกาสพักบ้างในระหว่างที่ยังไม่ตั้งครรภ์ แต่ถ้ายังไม่พร้อมจะตั้งครรภ์ครั้งถัดไป คุณพ่อและคุณแม่ควรมีการวางแผนเพื่อคุมกำเนิด ซึ่งการคุมกำเนิดในปัจจุบันก็มีอยู่ด้วยกันหลายวิธี เช่น การรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีดยาคุมกำเนิด การฝังยาคุมกำเนิด การใส่ห่วงอนามัย ฯลฯ ดังนั้น คุณแม่ควรปรึกษาสูตินรีแพทย์ในเรื่องนี้ตั้งแต่เมื่อเริ่มมีการฝากครรภ์

เอกสารอ้างอิง#
  1. หนังสือ 40 สัปดาห์ พัฒนาครรภ์คุณภาพ. (รศ.พญ.สายฝน – นพ.วิชัย ชวาลไพบูลย์). หน้า 12-19.
  2. หาหมอดอทคอม. “การตั้งครรภ์ (Pregnancy)”. (นพ.ธีรยุทธ เต็มธนะกิจไพศาล). [ออนไลน์]. เข้าถึงได้จาก : haamor.com. [05 พ.ย. 2015].

ภาพประกอบ : www.britannica.com

เรียบเรียงข้อมูลโดยเว็บไซต์เมดไทย (Medthai)